<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>News &amp; Events</title>
	<atom:link href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/category/news-events/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 25 Feb 2021 06:47:56 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.7.14</generator>
	<item>
		<title>นโยบายสวัสดิการยุคหลังโควิด</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/656</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/656#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Kan]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 23 Oct 2020 09:50:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Events]]></category>
		<category><![CDATA[News & Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=656</guid>

					<description><![CDATA[จากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด รัฐบาล จำเป็นต้องสร้างมาตรการป้องกันการระบาดของโรคไวรัส แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมาตรการเหล่านั้นกลับทำให้เกิดการชะงักของเศรษฐกิจ คนจำนวนมากต้องประสบกับวิกฤตขาดรายได้ วิกฤตทางเศรษฐกิจครั้งนี้ได้ชี้ให้เห็นช่องว่างของระบบสวัสดิการในสังคมไทย ถึงแม้ภาครัฐจะมีความพยายามในการชดเชยปัญหาการขาดรายได้ในระยะสั้น แต่นโยบายการชดเชยเหล่านั้นก็ไม่ได้กระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับผู้ที่เดือดร้อนได้อย่างทั่วถึง ในงานสัมมนาครั้งนี้จึงเชิญชวนมาพูดคุยถึงประเด็นระบบสวัสดิการในไทย ทั้งในเรื่อง ปัญหาช่องโหว่ของนโยบายสวัสดิการชดเชยรายได้ช่วงโควิด แนวทางการพัฒนานโยบายสวัสดิการของรัฐไทย ข้อถกเถียงเรื่องการใช้นโยบายรายได้ขั้นต่ำพื้นฐาน(Universal Basic Income) และประเด็นทางการคลังในการสร้างระบบสวัสดิการ ช่องโหว่ของนโยบายสวัสดิการชดเชยรายได้ช่วงโควิด โดย รศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา จากการที่อาจารย์บุญเลิศได้อยู่ในทีมทำงานวิจัย “คนจนเมืองที่เปลี่ยนไปในสังคมเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง” และ โครงการวิจัย “ผลกระทบของโควิด-19 ต่อชีวิตของกลุ่มคนไร้บ้านและคนจนเมือง” จึงอยากนำเนื้อหาในงานวิจัยเหล่านี้มาเปิดเผยให้เห็นนัยยะของระบบสวัสดิการคนจน จากการศึกษาข้อมูลพื้นฐานของคนจนเมืองเหล่านี้พบว่าส่วนมากเป็นกลุ่มคนที่ทำงานนอกระบบ ซึ่งได้รับสวัสดิการไม่ทั่วถึง โดยมีถึง 31% ของกลุ่มศึกษาที่ไม่มีระบบสวัสดิการอะไรเลยรองรับ เมื่อเกิดวิกฤตคนกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง 60% ของคนกลุ่มนี้รายได้หายไปเกือบหมดในช่วงวิกฤต ในขณะที่อีก 31% รายได้ลดลงถึงครึ่งหนึ่ง เมื่อนำมาประมวลเป็นรายได้เฉลี่ยแล้ว ก่อนวิกฤตคนกลุ่มนี้มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 13,397 บาทต่อเดือน เมื่อเกิดวิกฤตรายได้ของคนกลุ่มนี้เหลือเพียง 3,906 บาทต่อเดือน รายได้ลดลงประมาณ 70.89% การเกิดความโกลาหลที่หน้ากระทรวงการคลังจากผู้ที่ไม่ได้รับการชดเชยรายได้สะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐเองไม่ได้รู้จักคนจนมากนัก ความพยายามในการสกรีนผู้ที่มีสิทธิที่จะได้รับการชดเชยอย่างเข้มข้นส่งผลให้มีผู้ตกสำรวจเป็นจำนวนมาก โดยช่องเดือนเมษายนมีผู้ลงทะเบียนในการรับเงินสำเร็จเพียง 50% และได้รับเงินชดเชยเพียง 12% ภายหลังที่มีแรงกดดันมากขึ้นจึงลดการพิสูจน์ลงส่งผลให้มีผู้ได้รับเงินชดเชยสูงถึง 85% [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter is-resized"><img loading="lazy" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/10/image-1.png" alt="" class="wp-image-658" width="422" height="598"/></figure></div>



<p style="text-align:left"> จากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด รัฐบาล จำเป็นต้องสร้างมาตรการป้องกันการระบาดของโรคไวรัส แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมาตรการเหล่านั้นกลับทำให้เกิดการชะงักของเศรษฐกิจ คนจำนวนมากต้องประสบกับวิกฤตขาดรายได้ วิกฤตทางเศรษฐกิจครั้งนี้ได้ชี้ให้เห็นช่องว่างของระบบสวัสดิการในสังคมไทย ถึงแม้ภาครัฐจะมีความพยายามในการชดเชยปัญหาการขาดรายได้ในระยะสั้น แต่นโยบายการชดเชยเหล่านั้นก็ไม่ได้กระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับผู้ที่เดือดร้อนได้อย่างทั่วถึง ในงานสัมมนาครั้งนี้จึงเชิญชวนมาพูดคุยถึงประเด็นระบบสวัสดิการในไทย ทั้งในเรื่อง ปัญหาช่องโหว่ของนโยบายสวัสดิการชดเชยรายได้ช่วงโควิด แนวทางการพัฒนานโยบายสวัสดิการของรัฐไทย ข้อถกเถียงเรื่องการใช้นโยบายรายได้ขั้นต่ำพื้นฐาน(Universal Basic Income) และประเด็นทางการคลังในการสร้างระบบสวัสดิการ</p>



<p><strong><em>ช่องโหว่ของนโยบายสวัสดิการชดเชยรายได้ช่วงโควิด โดย รศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา</em></strong></p>



<p style="text-align:left">จากการที่อาจารย์บุญเลิศได้อยู่ในทีมทำงานวิจัย
“คนจนเมืองที่เปลี่ยนไปในสังคมเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง” และ
โครงการวิจัย “ผลกระทบของโควิด-19
ต่อชีวิตของกลุ่มคนไร้บ้านและคนจนเมือง” จึงอยากนำเนื้อหาในงานวิจัยเหล่านี้มาเปิดเผยให้เห็นนัยยะของระบบสวัสดิการคนจน</p>



<p>จากการศึกษาข้อมูลพื้นฐานของคนจนเมืองเหล่านี้พบว่าส่วนมากเป็นกลุ่มคนที่ทำงานนอกระบบ
ซึ่งได้รับสวัสดิการไม่ทั่วถึง โดยมีถึง 31%
ของกลุ่มศึกษาที่ไม่มีระบบสวัสดิการอะไรเลยรองรับ
เมื่อเกิดวิกฤตคนกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง 60%
ของคนกลุ่มนี้รายได้หายไปเกือบหมดในช่วงวิกฤต
ในขณะที่อีก 31% รายได้ลดลงถึงครึ่งหนึ่ง
เมื่อนำมาประมวลเป็นรายได้เฉลี่ยแล้ว ก่อนวิกฤตคนกลุ่มนี้มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 13,397 บาทต่อเดือน
เมื่อเกิดวิกฤตรายได้ของคนกลุ่มนี้เหลือเพียง 3,906
บาทต่อเดือน
รายได้ลดลงประมาณ 70.89% </p>



<p>การเกิดความโกลาหลที่หน้ากระทรวงการคลังจากผู้ที่ไม่ได้รับการชดเชยรายได้สะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐเองไม่ได้รู้จักคนจนมากนัก
ความพยายามในการสกรีนผู้ที่มีสิทธิที่จะได้รับการชดเชยอย่างเข้มข้นส่งผลให้มีผู้ตกสำรวจเป็นจำนวนมาก
โดยช่องเดือนเมษายนมีผู้ลงทะเบียนในการรับเงินสำเร็จเพียง 50% และได้รับเงินชดเชยเพียง
12% ภายหลังที่มีแรงกดดันมากขึ้นจึงลดการพิสูจน์ลงส่งผลให้มีผู้ได้รับเงินชดเชยสูงถึง
85% จากปรากฎการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าภาครัฐไม่เข้าใจเรื่องการสร้างสวัสดิการรองรับความเสี่ยงให้กับภาคประชาชน
ปัญหาที่ควรให้น้ำหนักในช่วงวิกฤตเป็นเรื่องแรกคือการต้องเยียวยาผู้ที่ต้องการจริงๆ
การใช้ UBI อาจจะตอบโจทย์แก้ปัญหาผู้ที่ต้องการแต่ไม่ได้รับการเยียวยาได้มีประสิทธิภาพที่สุด</p>



<p>ในขณะที่มาตรการผ่อนปรนหนี้สินจากการสำรวจพบว่ามีกลุ่มคนจนเมืองที่ได้ประโยชน์เพียง
33% เท่านั้น
รวมถึงมาตรการกู้ฉุกเฉินเองก็ไม่มีประโยชน์ในการช่วยเหลือคนจนได้กว้างขวางบนักเนื่องจากคนจนมีข้อจำกัดในการกู้
การกู้เงินของคนกลุ่มนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในระบบทางการ
แต่เป็นการกู้นอกระบบจากคนรู้จักมากกว่า</p>



<p>การใช้เครื่องมือดิจิทัลในการจัดการปัญหาที่เกิดจากโควิดก็อาจจะไม่ได้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำนัก
เนื่องจากผู้มีรายได้น้อย ที่มีอายุมาก
และการศึกษาต่ำก็ไม่ได้มีความสามารถในการใช้เครื่องมือเหลานี้
ตัวอย่างที่เกิดขึ้นคือผู้ให้สัมภาษณ์ในงานวิจัยรายหนึ่งไม่ได้รับเงินชดเชยเนื่องจากไม่มีความรู้เรื่องการใช้อีเมลล์(ในการลงทะเบียนเพื่อรับเงินเยียวยาต้องใช้อีเมลล์)
จากสถิตินั้นคนจนมีการใช้สมาร์ทโฟนที่มีอินเทอร์เน็ตเพียง 50% เท่านั้น</p>



<p>ในสถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้น
เพื่อจะดันให้ระบบเศรษฐกิจสังคมไปข้างหน้าต้องทำให้ทุกคนสามารถก้าวไปพร้อมกันได้
อย่างไรก็ดีสังคมอาจจะไม่ได้ช่วยแรงงานนอกระบบให้ฝ่าฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพนักเนื่องมาจากการขาดความเข้าใจแรงงานนอกระบบ
โจทย์ที่น่าสนใจในการทำวิจัยต่อไปคือ 1.การจัดทำฐานข้อมูลแรงงานนอกระบบ 2.การศึกษาสวัสดิการแรงงานนอกระบบ
3.การจัดทำกองทุนกู้ยืมกลุ่มผู้มีรายได้น้อย 4.พิจารณาข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
5.การเปลี่ยนกรอบการออกนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไปสู่การช่วยเหลือผู้มีความจำเป็น</p>



<p><strong><em>แนวทางการพัฒนานโยบายสวัสดิการของรัฐไทย โดย ดร.นันท์นัดดา ฤทธิ์มนตรี</em></strong></p>



<p>จากการที่วิกฤตชี้ให้เห็นถึงช่องว่างของนโยบายสวัสดิการในส่วนนี้จะกลับมาพิจารณาระบบสวัสดิการในไทยเพื่อพยายามหาแนวทางการอุดช่องว่างของระบบสวัสดิการ</p>



<p>ในการจัดทำสวัสดิการนั้นสามารถแบ่งย่อยออกเป็นได้
3 กรอบที่สำคัญคือ 1.กรอบการจัดทำสวัสดิการเพื่อสร้างการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง(assistance)
โดยจะเน้นการสร้างความช่วยเหลือให้กับกลุ่มด้อยโอกาสทั้งหลาย 2.กรอบการจัดทำสวัสดิการเพื่อป้องกันความเสี่ยงให้กับทั้งสังคม(Prevention)
มีเป้าหมายเพื่อให้ทุกคนในสังคมสามารถรองรับความเสี่ยงได้ และ 3.กรอบการจัดทำสวัสดิการเพื่อสร้างการยกระดับ(promotion)
เพื่อการสร้างและพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีศักยภาพ </p>



<p>ทั้งนี้กรอบการพัฒนานโยบายสวัสดิการของไทยมาจากแนวคิดเรื่องการสงเคราะห์กลุ่มเปราะบาง โดยเน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อเกิดเหตุ ดังนั้นแนวนโยบายสวัสดิการของภาครัฐจึงทำในเชิงตอบเรื่องของการ assistance ออกมาเยอะ ส่งผลให้ระบบการคุ้มครองทางสังคมในไทยมีการแยกขาดกันจากสวัสดิการแต่ละแบบ เนื่องจากถูกผลักดันเพื่อแก้ปัญหาในต่างบริบทต่างวาระ ไม่มีการสร้างกรอบภาพรวมเพื่อทำสวัสดิการอย่างเป็นระบบ ทำให้เกิดช่องว่างของระบบสวัสดิการ และสะท้อนอย่างชัดเจนเมื่อเกิดวิกฤต</p>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" width="567" height="334" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/10/image-2.png" alt="" class="wp-image-659" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/10/image-2.png 567w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/10/image-2-300x177.png 300w" sizes="(max-width: 567px) 100vw, 567px" /><figcaption>ภาพแสดงระบบสวัสดิการในแต่ละช่วงอายุ</figcaption></figure>



<p>โดยช่องว่างที่จะเห็นได้ชัดอย่างเช่น
เรื่องของการตกหล่นของผู้ที่ควรจะได้รับสวัสดิการ ในเงินเด็กแรกเกิดมีถึง 30% ที่ไม่ได้รับทั้งที่ควรจะได้รับ
ปริมาณเงินที่แจกให้แต่ละรายก็อาจจะไม่เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิต
รวมถึงแรงงานนอกระบบที่เป็นส่วนที่ระบบสวัสดิการเข้าไม่ถึง
จากช่องว่างเหล่านี้ส่งผลให้ระบบสวัสดิการที่เกิดขึ้นยังไม่ดีพอที่จะช่วยให้ทุกคนสามารถอยู่รอดในช่วงวิกฤตได้
</p>



<p>ทั้งนี้ภาครัฐ(พม.)มีความพยายามในการเสาะหาช่องว่างเหล่านี้ด้วยการแสวงหาปัญหาที่เกิดขึ้น
เช่น ระบบข้อมูลที่มีช่องโหว่ รวมถึงจัดทำข้อเสนอเพื่ออุดช่องโหว่เหล่านั้น
นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายที่จะขยับจากการทำระบบสวัสดิการแบบ assistance ที่เน้นช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
ไปสู่เป้าหมาย prevention และ promotion
มากขึ้น</p>



<p>ในส่วน UBI
ภาครัฐ(พม.)
เองพยายามผลักดันให้เกิดขึ้น ผ่านโครงการนำร่องในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และพัทยา
เพื่อะเป็นกรณีศึกษา โดยหวังว่าจะให้ UBI
มาเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญในการอุดช่องโหว่ของระบบสวัสดิการ</p>



<p><strong><em>ข้อถกเถียงเรื่องการใช้นโยบายรายได้ขั้นต่ำพื้นฐาน(Universal Basic Income) โดย ปราชญ์ ปัญจคุณาธร</em></strong></p>



<p>นโยบาย UBI คือนโยบาย
ที่ให้เงินกับปัจเจกทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไขและมีการกำหนดระยะเวลาการให้อย่างชัดเจน
ผู้ที่สนับสนุนการทำนโยบาย UBI เนื่องมาจาก
1.ไม่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการมากนัก
2.ไม่มีผลต่อความรู้สึกว่าคนกลุ่มใดเป็นภาระทางนโยบายเนื่องจากทุคนได้เท่ากันหมด
3.ให้สิทธิเสรีภาพในการตัดสินใจว่าจะนำเงินนั้นไปทำอะไร
4.ส่งผลให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศจากการที่ให้ทุกคนไม่ใช่ให้ผ่านครอบครัว
5.ทำให้คนจนมีเครดิตในการกู้เงินมากขึ้นส่งผลให้คนจนได้รับโอกาสมากขึ้น
6.เป็นระบบรองรับความเสี่ยง
7.สร้างผลต่อด้านอื่นๆ
เช่น สุขภาพจิตที่ดี คนมีการศึกษา ลดอาชญากรรม ฯลฯ ทั้งนี้ UBI ได้มีการทดลองดำเนินการแล้วในหลายประเทศ ทั้ง
อเมริกา เอเชีย ยุโรป และแอฟริกา</p>



<p>ในที่นี้จะมาพิจารณาข้อกังวลที่เกิดขึ้นในการดำเนินนโยบาย
UBI ทั้งมิติเศรษฐศาสตร์และทางปรัชญา ทั้งนี้ข้อกังวลบางมิติอาจจะไม่น่ากังวลอย่างที่คิด(เศรษฐศาสตร์)
และข้อกังวลบางอย่างควรให้ความสำคัญมากขึ้น(ปรัชญา)</p>



<p>ในทางเศรษฐศาสตร์ข้อกังวลที่สำคัญ(economic concern)มีอยู่ 3
ประการคือ
ข้อกังวลเรื่องผลต่อกำลังแรงงาน เงินเฟ้อ และการบริโภค</p>



<p>ในข้อกังวลด้านแรงงานนั้นมีข้อกังวลว่าการใช้
UBI อาจจะทำให้คนขี้เกียจ และอาจจะทำให้แรงงานขาดแคลน
โดยข้อกังวลทั้งสองประเด็นเป็นคนละมิติกัน
ทั้งนี้จากการศึกษาวิจัยพบว่าข้อกังวลว่าคนขี้เกียจอาจจะไม่เป็นจริงเนื่องจากผู้ที่ได้รับ
UBI ถึงแม้จะทำงานน้อยลงแต่เอาเวลาเหล่านั้นไปเลี้ยงลูก
หรือเอาเวลาไปเรียนหนังสือ
ในขณะที่ข้อกังวลเรื่องการขาดแคลนแรงงานก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน</p>



<p>ในข้อกังวลด้านเงินเฟ้อซึ่งจะมีผลให้ผลของ
UBI ลดลง(เงินเฟ้อทำให้พลังการซื้อจากการได้รับ UBI ลดลง)
และอาจมีผลให้คนเรียกร้อง UBI มากขึ้น ก็ไม่เป็นความจริงเนื่องจากในเชิงทฤษฎีนั้นเงินที่นำมาช้ำ UBI ก็มาจากภาษี
ก็ไม่น่าจะส่งผลให้มีปริมาณเงินในตลาดมากจนเกิดเงินเฟ้อ
เมื่อมาพิจารณาในงานวิจัยก็ไม่พบว่าการใช้ UBI
จะส่งผลให้เกิดเงินเฟ้ออย่างมีนัยยะสำคัญ</p>



<p>และสุดท้ายข้อกังวลเรื่องการนำเงิน UBI ไปบริโภคสินค้าไม่ดีเช่น
บุหรี่ เหล้า การพนัน
ก็พบว่าไม่เป็นความจริงทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศยังไม่พัฒนา</p>



<p>ในข้อกังวลมิติทางปรัชญา(ethical concern)ในเหตุผลที่ให้ความชอบธรรมในการสนับสนุน UBI ข้อหนึ่งระบุว่า
การใช้ UBI ส่งผลให้เกิดอิสระของประชาชนในการใช้จ่าย
โดยประชาชนจะมีอิสระในการแลกเปลี่ยนโดยที่รัฐไม่ควรมาตัดสินใจให้
อย่างไรก็ดีมีสินค้าบางประเภทที่ภาครัฐควรเข้ามายับยั้งไม่ให้มีการแลกเปลี่ยนด้วยระบบเงินตรา
เช่น สิทธิการเมือง สิทธิในการแสดงความเห็น สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล
สิทธิเหล่านี้รัฐต้องการันตีไม่ให้มีคนสามารถแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งอย่างอื่นได้
</p>



<p>ประเด็นที่สำคัญเนื่องจากการบังคับใช้ UBI จะนำมาซึ่งการต้องสละสวัสดิการของเดิมทิ้งเพื่อให้มีทรัพยากรเพียงพอมาทำ
UBI ทั้งนี้สวัสดิการสาธารณสุขและการศึกษาควรเป็นสวัสดิการที่ภาครัฐต้องบังคับให้ทุกคนมีโดยไม่สามารถแลกเปลี่ยนได้(ไม่ให้ยกเลิกเพื่อนำทรัพยากรไปส่งเสริมการทำ
UBI)
เนื่องจากหากต้องการให้คนมีประสิทธิภาพในการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองจำเป็นที่จะให้คนเหล่านั้นต้องสามารถเข้าถึงข้อมูล(การศึกษา)และมีสุขภาพ
สติสัมปชัญญะ(สาธารณะสุข)ที่ดี ดังนั้นการทำ UBI
โดยการเปลี่ยนหรือยกเลิกสวัสดิการบางอย่างเช่น
การศึกษา และสาธารณสุข นั้นไม่ควรทำ ควรที่จะสร้าง UBI
ส่งเสริมไปพร้อมกับการคงหรือพัฒนาระบบสวัสดิการด้านการศึกษาและสาธารณสุขไปด้วย</p>



<p>นอกจากนี้ UBI ก็อาจจะไม่ใช่ทางแก้ปัญหาวิกฤตทางการเมืองด้วย
เนื่องจากวิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นนอกจากจะเกิดจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจแล้วยังเกิดจากสภาวะของความไม่ยุติธรรมของสถานะทางสังคมด้วย
ซึ่งอย่างหลังไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการดำเนินนโยบายสร้างความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจได้</p>



<p><strong><em>การคลังของการจัดสวัสดิการ โดย ธนสักก์ เจนมานะ</em></strong></p>



<p>ในส่วนนี้จะพิจารณาความเป็นไปได้ทางการคลังในการจัดทำนโยบายสวัสดิการโดยเน้นไปที่หนี้สาธารณะและความยุติธรรมทางการคลัง</p>



<p>การเกิดขึ้นของภาวะวิกฤตส่งผลให้ภาครัฐต้องจัดทำนโยบายเพื่อเยียวยาประชาชนที่ประสบภาวะปัญหาทางเศรษฐกิจส่งผลให้
เพดานหนี้สาธารณะสูงขึ้น
ทังนี้นัยยะของหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นส่งผลสร้างข้อจำกัดทางการคลังในการรังสรรค์นโยบายเนื่องจากต้องจัดสรรเงินส่วนหนึ่งสำหรับการชำระหนี้
ภาระในการชำระหนี้เหล่านี้ใครจะต้องเป็นคนจ่าย</p>



<p>นอกจากนี้รายได้ทางการคลังของภาครัฐเป็นข้อจำกัดที่สำคัญในการพัฒนาระบบสวัสดิการเนื่องมาจาก
ประการแรกมีรายได้ต่ำเมื่อเทียบกับระบบเศรษฐกิจโดยคิดเป็นเพียง 17% ของ
GDP ประการที่สองสัดส่วนโครงสร้างของรายรับภาครัฐส่วนมากมาจากสัดส่วนภาษีทางอ้อมเยอะซึ่งเป็นอัตราถอยหลัง
เมื่อเทียบกับประเทศที่สามารดำเนินนโยบายสวัสดิการได้อย่างครอบคลุมอย่างประเทศยุโรป
พบว่ามีรายได้ภาษีเมื่อเทียบกับ GDP ที่สูงกว่า
และมีสัดส่วนรายได้ที่มาจากภาษีทรัพย์สินและภาษีบุคคลธรรมดาที่มากกว่าภาษีทางอ้อม </p>



<p>นอกจากนี้เมื่อเจาะไปที่ภาษีรายได้บุคคลธรรมดาของไทยถึงแม้จะมีการวางอัตราที่ก้าวหน้า
แต่ในทางปฏิบัติคนที่อยู่ในระบบภาษีรายได้บุคคลธรรมดามีเพียงแค่ 20% ของประชากรเท่านั้น
เมื่อเทียบกับประเทศยุโรปอย่างฝรั่งเศสที่สามารถใช้ระบบภาษีได้ผลในการเก็บรายได้ที่มีความก้าวหน้ากว่า
กล่าวคือคนรวยต้องจ่ายภาษีในขั้นที่แพงมาก
ในขณะที่ประชากรอีกครึ่งหนึ่งอยู่ในระบบภาษีขั้นล่างสุด</p>



<p>นอกจากนี้รายได้ประกันทางสังคมในประเทศไทยก็สร้างข้อจำกัดในการพัฒนาสวัสดิการเนื่องจาก
เพดานต่ำ ไม่ครอบคลุม ไม่ก้าวหน้า ส่งผลให้ไม่ช่วยเป็น social safety net ที่ดีพอรวมถึงไม่สร้างการกระจายรายได้</p>



<p>จากทั้งหมดที่กล่าวไปด้านบนจะเห็นได้ว่าปัญหาข้อจำกัดทางการคลังไม่ว่าจะเป็น
ดอกเบี้ยจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น รายรับภาครัฐต่ำ โครงสร้างภาษีที่ไม่ก้าวหน้า
รวมไปถึงรายได้จากประกันสังคมที่ไม่ดี
สิ่งเหล่านี้คือข้อจำกัดในการสร้างระบบสวัสดิการสังคมที่ครอบคลุม </p>



<p>เมื่อมาพิจารณาในแง่มุมประวัติศาสตร์ ประเทศยุโรปสามารถแก้ปัญหาข้อจำกัดทางการคลัง รายรับภาครัฐสูง โครงสร้างภาษีที่ก้าวหน้า ส่งผลให้สร้างระบบสวัสดิการที่ครอบคลุมได้ เกิดจากการสร้างข้อตกลงทางสังคมผ่านกลไกทางการเมือง เนื่องจากมติทางสังคมในประเทศที่สร้างสวัสดิการยอมรับให้รัฐมีการเก็บภาษีจากคนรวยเพื่อมาช่วยคนจน ดังนั้นการจะสร้างรายรับภาครัฐที่เพียงพอในการพัฒนาระบบสวัสดิการมีประเด็นที่สำคัญสองประเด็นคือ 1.การสร้างสวัสดิการขึ้นกับข้อตกลงทางสังคมซึ่งขึ้นกับเป้าหมายทางการเมือง 2.นอกจากมีการสร้างเป้าหมายทางการเมืองแล้วต้องมีระบบข้อมูลที่สามารถบอกได้ถึงโครงสร้างทรัพย์สินของคนแต่ละกลุ่มในสังคมเพื่อสามารถสร้างระบบภาษีที่เก็บในอัตราก้าวหน้าได้อย่างแท้จริง</p>



<p><a href="https://drive.google.com/drive/folders/13D37blxTGMv2nMKWbhW-YjJi0UI5kPII">สไลด์ประกอบการสัมมนา</a> </p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/656/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หลากชีวิต หลายผลกระทบ : พลังผู้สูงวัย</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/652</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/652#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Kan]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jun 2020 15:34:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Events]]></category>
		<category><![CDATA[News & Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=652</guid>

					<description><![CDATA[ในงานวิจัยของศ.ดร.เอื้อมพร พิชัยสนิธได้นำเสนอเรื่องดัชนีพฤฒิพลัง หรือดัชนีพลังผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนความกระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่าของผู้สูงอายุ โดยพิจารณาตัวชี้วัดสี่ด้านคือด้านสุขภาพกายภาพ การมีส่วนร่วมในสังคม ความมั่นคงในการใช้ชีวิตและสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่เอื้อต่อการสูงอายุอย่างมีคุณภาพ เช่น การอ่านออกเขียนได้ การครอบครองอุปกรณ์ ICT ทั้งหมดนี้เป็นประเด็นหลักที่นำมาพูดคุยกัน สามอันแรกเป็นมิติที่โดดเด่นและอาจมีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ผลการศึกษาค้นพบว่าพลังของผู้สูงอายุลดน้อยลงเมื่อเปรียบเทียบระหว่างปีพ.ศ. 2557 และ 2560 เมื่อนำความเหลื่อมล้ำในด้านพลังผู้สูงอายุเทียบกับความเหลื่อมล้ำด้านอื่น ๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางรายได้จะมีแนวโน้มไปในทางเดียวกัน ความเหลื่อมล้ำในมิติของพื้นที่ในแต่ละภูมิภาคพบว่าแต่ละภูมิภาคมีความเหลื่อมล้ำต่างกัน ความเหลื่อมล้ำทางเพศระหว่างชาย หญิงพบว่าเพศชายจะมีพลังผู้สูงอายุมากกว่า ความเหลื่อมล้ำในมิติของพื้นที่พบว่าพื้นที่นอกเขตเทศบาลจะมีพลังผู้สูงอายุมากกว่าในเขตเทศบาล ส่วนมิติของการศึกษาผู้ที่สำเร็จการศึกษาอนุปริญญาขึ้นไปจะมีพลังผู้สูงอายุมากกว่าผู้สูงอายุที่สำเร็จการศึกษาน้อยกว่า 1.4 เท่า ในส่วนของผู้ประกอบการธุรกิจส่วนตัวจะมีดัชนีสูงอายุสูงกว่าลูกจ้างในองค์กรเอกชนหรือราชการ และกลุ่มที่ทำงานจะมีพลังผู้สูงอายุมากกว่าคนที่อาศัยเงินบำนาญ เป็นต้น สำหรับสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำด้านดัชนีผู้สูงอายุเมื่อเกิดโควิด 19 นั้น อาจพิจารณาได้ในสองประเด็นคือ 1) เรื่องความเพียงพอในเงินออมที่เก็บสะสมมา เชื่อมโยงไปเรื่องความมั่นคงทางการเงิน ณ ปัจจุบัน ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีเงินออมไม่พอ แสดงให้เห็นว่ายังมีความจำเป็นต้องทำงาน ก่อนที่จะเกิดโควิดสภาพโครงข่ายคุ้มครองทางสังคมเปราะบางมีความอ่อนไหวอยู่แล้ว เมื่อเจอสถานการณ์ต่าง ๆ ก็มีโอกาสได้รับผลกระทบ เพราะไม่มีระบบสวัสดิการหรือโครงข่ายทางสังคมที่เข้มแข็งรองรับ โดยโครงสร้างภาพรวมผู้สูงอายุที่มีรายได้มาจากบุตรมี 36-37%&#160; และผู้สูงอายุที่ได้รายได้มาจากการทำงานมี 34% ดังนั้นในช่วงที่มีการล็อกดาวน์ และหยุดการจ้างงานจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้สูงอายุ สำหรับวิธีการรับมือกับปัญหาเงินออมหรือเบี้ยผู้สูงอายุไม่เพียงพอนั้นในระยะยาวอาจต้องเสริมสร้างความรู้ทางการเงินให้แก่ประชาชนก่อนที่จะเป็นผู้สูงอายุ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" width="1024" height="576" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/06/CRISP-ขอนำเสนอสัมมนาชุด-22-1024x576.png" alt="" class="wp-image-653" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/06/CRISP-ขอนำเสนอสัมมนาชุด-22-1024x576.png 1024w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/06/CRISP-ขอนำเสนอสัมมนาชุด-22-300x169.png 300w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/06/CRISP-ขอนำเสนอสัมมนาชุด-22-768x432.png 768w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/06/CRISP-ขอนำเสนอสัมมนาชุด-22.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในงานวิจัยของศ.ดร.เอื้อมพร
พิชัยสนิธได้นำเสนอเรื่องดัชนีพฤฒิพลัง หรือดัชนีพลังผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนความกระฉับกระเฉง
กระปรี้กระเปร่าของผู้สูงอายุ โดยพิจารณาตัวชี้วัดสี่ด้านคือด้านสุขภาพกายภาพ
การมีส่วนร่วมในสังคม ความมั่นคงในการใช้ชีวิตและสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่เอื้อต่อการสูงอายุอย่างมีคุณภาพ
เช่น การอ่านออกเขียนได้ การครอบครองอุปกรณ์ ICT ทั้งหมดนี้เป็นประเด็นหลักที่นำมาพูดคุยกัน
สามอันแรกเป็นมิติที่โดดเด่นและอาจมีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ </p>



<p>ผลการศึกษาค้นพบว่าพลังของผู้สูงอายุลดน้อยลงเมื่อเปรียบเทียบระหว่างปีพ.ศ.
2557
และ 2560 เมื่อนำความเหลื่อมล้ำในด้านพลังผู้สูงอายุเทียบกับความเหลื่อมล้ำด้านอื่น
ๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางรายได้จะมีแนวโน้มไปในทางเดียวกัน
ความเหลื่อมล้ำในมิติของพื้นที่ในแต่ละภูมิภาคพบว่าแต่ละภูมิภาคมีความเหลื่อมล้ำต่างกัน
ความเหลื่อมล้ำทางเพศระหว่างชาย หญิงพบว่าเพศชายจะมีพลังผู้สูงอายุมากกว่า
ความเหลื่อมล้ำในมิติของพื้นที่พบว่าพื้นที่นอกเขตเทศบาลจะมีพลังผู้สูงอายุมากกว่าในเขตเทศบาล
ส่วนมิติของการศึกษาผู้ที่สำเร็จการศึกษาอนุปริญญาขึ้นไปจะมีพลังผู้สูงอายุมากกว่าผู้สูงอายุที่สำเร็จการศึกษาน้อยกว่า
1.4 เท่า ในส่วนของผู้ประกอบการธุรกิจส่วนตัวจะมีดัชนีสูงอายุสูงกว่าลูกจ้างในองค์กรเอกชนหรือราชการ
และกลุ่มที่ทำงานจะมีพลังผู้สูงอายุมากกว่าคนที่อาศัยเงินบำนาญ เป็นต้น</p>



<p>สำหรับสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำด้านดัชนีผู้สูงอายุเมื่อเกิดโควิด
19
นั้น อาจพิจารณาได้ในสองประเด็นคือ 1) เรื่องความเพียงพอในเงินออมที่เก็บสะสมมา
เชื่อมโยงไปเรื่องความมั่นคงทางการเงิน ณ ปัจจุบัน
ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีเงินออมไม่พอ แสดงให้เห็นว่ายังมีความจำเป็นต้องทำงาน ก่อนที่จะเกิดโควิดสภาพโครงข่ายคุ้มครองทางสังคมเปราะบางมีความอ่อนไหวอยู่แล้ว
เมื่อเจอสถานการณ์ต่าง ๆ ก็มีโอกาสได้รับผลกระทบ เพราะไม่มีระบบสวัสดิการหรือโครงข่ายทางสังคมที่เข้มแข็งรองรับ
โดยโครงสร้างภาพรวมผู้สูงอายุที่มีรายได้มาจากบุตรมี 36-37%&nbsp; และผู้สูงอายุที่ได้รายได้มาจากการทำงานมี
34% ดังนั้นในช่วงที่มีการล็อกดาวน์ และหยุดการจ้างงานจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้สูงอายุ
สำหรับวิธีการรับมือกับปัญหาเงินออมหรือเบี้ยผู้สูงอายุไม่เพียงพอนั้นในระยะยาวอาจต้องเสริมสร้างความรู้ทางการเงินให้แก่ประชาชนก่อนที่จะเป็นผู้สูงอายุ
ส่วนกลุ่มที่กลายเป็นสูงอายุไปแล้วอาจต้องหาทางประคับประคองไป สำหรับผู้สูงอายุปัญหาสำคัญจากการเกิดโควิดจึงเป็นเรื่องของความมั่นคงทางการเงินที่ผู้สูงอายุได้รับผลกระทบมาก</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2)
เรื่องโครงสร้างการทำงานที่เอื้อกับผู้สูงอายุ เมื่อผู้สูงอายุมีเงินออมไม่พอก็ต้องออกไปทำงาน
แต่ทว่าไม่ใช่ผู้สูงอายุทุกคนที่ได้ทำงาน รัฐต้องจ้างงานให้สอดคล้องกับการเป็นสังคมสูงวัย
ควรต้องมีคู่มือ มีการสนับสนุน เป็นประเด็น เป็นเรื่องไปว่าผู้สูงอายุควรมีทักษะในด้านใดบ้าง
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นเพราะประเทศไทยเป็นสังคมสูงวัยตั้งแต่ก่อนมีโควิดแล้ว
การเกิดโควิดจึงอาจเป็นโอกาสที่จะได้สนทนากันว่าเรื่องใดรัฐบาลควรสนับสนุน ควรมีการสนทนากันระหว่างภาคธุรกิจกับสถาบันการศึกษา
เพื่อลดปัญหาการจบไม่ตรงสายกับงานที่ทำ สิ่งที่จบมาไม่ตรงกับความต้องการของตลาด
เป็นปัญหาเรื่องการจ้างงานที่ต้องมองเป็นองค์รวม ในตลาดแรงงานขาดแรงงานที่มีทักษะ
แต่ก็มีแรงงานที่ไม่มีงาน วัยแรงงาน หรือผู้สูงอายุควรจะพัฒนาทักษะด้านไหน
เพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงานให้มากที่สุด </p>



<p>ความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่เกิด
โต จนแก่แล้วอาจมีเงินเก็บไม่พอ ไม่มีสวัสดิการหรือมาตรการใด ๆ มารองรับ
ไม่มีนโยบายที่ปรับตัวได้ ในกรณีของโควิด ขณะนี้รัฐบาลออกมาตรการมาเยียวยากลุ่มเปราะบางซึ่งมีผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในกลุ่มนั้น
แต่ยังไม่มีนโยบายระยะยาว เพราะรัฐไทยมักให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ประเทศไทยควรมองในระยะยาว
ไม่ควรมองแยกภาคส่วน มองในองค์รวม ทั้งนี้ผู้สูงอายุได้รับผลกระทบทั้งทางตรง
และทางอ้อม จากโควิดเวลาจะแก้ปัญหาหรือเยียวยาผู้สูงอายุก็ควรมองทั้งระบบ </p>



<p>เมื่อกลับมาพิจารณาในดัชนีผู้สูงอายุ
ในประเด็นเรื่องของสภาพแวดล้อมนั้น ถ้ากำหนดปัจจัยอื่นคงที่ ผู้สูงอายุที่ติดต่อกับบุตรหลานมีพลังผู้สูงอายุมากกว่า
ได้รับบริการสาธารณสุขจากภาครัฐจะมีพลังมากกว่าเอกชน ในส่วนของการมีปฏิสัมพันธ์สะท้อนให้เห็นว่ามีผลต่อพลังผู้สูงอายุ
ก่อนที่จะเกิดโรคระบาดมีการถกเถียงกันในเรื่องของการให้ผู้สูงอายุทำงาน
เนื่องจากอาจมีปัญหาด้านความคล่องตัวและการเดินทาง
แต่โควิดทำให้เห็นว่าการทำงานอยู่กับที่เริ่มไม่เป็นข้อจำกัดแล้วจึงควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุทำงาน
เมื่อมีโควิดทำให้ต้องกลับมาพิจารณาประเด็นเหล่านี้ ผู้สูงอายุอาจสานสัมพันธ์
ทำกิจกรรม หาความรู้ผ่านทีวีหรือช่องทางออนไลน์ได้ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้นและฝึกทักษะด้านต่าง
ๆ </p>



<p>ในด้านของความเพียงพอของการจัดสรรงบประมาณนั้น
งบประมาณในการดูแลผู้สูงอายุอาจไม่ได้เพียงพอในตอนนี้
ประเทศที่มีระบบสวัสดิการเองก็ยังมีไม่มากพอ ควรเร่งเสริมสร้างความรู้ทางการเงิน
ป้องกันก่อนเกิดเหตุ ปัญหาสำคัญสำหรับผู้สูงอายุคือเรื่องของโอกาสที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและเรื่องสุขภาพ
ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือชุมชนจะรู้จักผู้สูงอายุดี
สามารถช่วยเสริมกิจกรรมให้ผู้สูงอายุในพื้นที่ได้ ควรให้อำนาจหน้าที่แต่ละท้องถิ่นสามารถออกแบบการดูแลผู้สูงอายุให้เหมาะสม
</p>



<p>สำหรับมาตรการในระยะยาว
หลายประเทศเป็นสังคมสูงวัยก่อนไทย แต่ไทยมีปัญหาแก่ก่อนที่จะรวย
แก่แล้วไม่มีเงินพอ เป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น ฝังรากมานาน ต้องแก้ไขวัฏจักรการเกิด
โต ไปจนถึงแก่ ที่ทั้งจนและขาดโอกาส คนวัยทำงานถ้าไม่มีต้นทุน
ไม่มีโครงข่ายสังคมมารองรับตอนนี้ก็จะไม่มีความมั่นคงหรือสวัสดิการที่เพียงพอสำหรับวันข้างหน้า
เนื่องจากวัยทำงานต้องดูแลทั้งลูกและพ่อแม่ ระหว่างที่ทำงานแทบไม่มีเงินออมแม้จะมีความรู้ทางการเงินก็อาจทำอะไรไม่ได้
เมื่อแก่ตัวลงก็จะแก่ก่อนรวย ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ ต้องพยายามแก้ไขวงจรวัฏจักรนี้ด้วยการให้โอกาสทางการศึกษา
พัฒนาคุณภาพบุคลากร ส่งเสริมการสาธารณสุข จัดให้มีระบบสวัสดิการต่าง ๆ เช่น
การลาคลอด เงินเลี้ยงดูบุตร นอกจากนี้การดูแลผู้สูงอายุยังสามารถเป็นอาชีพได้ จึงควรเสริมทักษะการดูแลผู้สูงอายุในด้านต่าง
ๆ </p>



<p>การเป็นสังคมสูงวัย
เรื่องการเสริมความรู้และทักษะ การวางแผนการเงินในระยะยาว ควรมีการประสานกันในระหว่างภาคส่วนต่าง
ๆ บางประเด็นอาจไม่ใช่เรื่องของผู้สูงอายุกลุ่มเดียว แต่เป็นเรื่องของประชากรทุกกลุ่มไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ประเด็นสุดท้ายคือเรื่องระบบภาษีและสวัสดิการที่สมดุล หากต้องการสร้างโครงข่ายทางสังคมที่แข็งแรง
เป็นรูปธรรม อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง รายรับต้องมากกว่ารายจ่าย จึงต้องสร้างสำนึกความเป็นพลเมืองในเรื่องของการจ่ายภาษี
เพื่อสร้างสวัสดิการ และต้องปรับความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจในและนอกระบบ เพื่อวางมาตรการสำหรับสังคมสูงวัยในระยะยาว</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/652/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หลากชีวิต หลายผลกระทบ : ชีวิตคนไร้บ้านและเด็กเปราะบาง</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/648</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/648#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Kan]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 06 Jun 2020 15:51:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Events]]></category>
		<category><![CDATA[News & Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=648</guid>

					<description><![CDATA[คนไร้บ้านและเด็กเปราะบาง เริ่มต้นนั้นจะเริ่มจากลักษณะประเด็นพื้นฐานของกลุ่มคนไร้บ้านและคนเปราะบาง สำหรับคนไร้บ้านคือกลุ่มคนที่เผชิญภาวะทางปัญหา ลักษณะของการไร้บ้านคือผลลัพธ์ที่เกิดจากปัญหาหลากหลายปัญหาทับถม เช่น ปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาทางสังคม ปัญหาครอบครัว เป็นต้น สภาวการณ์ไร้บ้านจึงเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของสภาวะปัญหาอันหลากหลายที่คนๆหนึ่งต้องประสบ ในขณะที่เด็กเปราะบางหรือเด็กด้อยโอกาสคือกลุ่มที่มีโอกาสที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ง่าย ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาต่างๆหลากมิติที่ทับถมเช่นกัน ในเบื้องต้นของงานสัมมนาครั้งนี้คือจะมาสำรวจผลกระทบของโควิดที่มีต่อกลุ่มคนเหล่านี้ ทั้งนี้จากการสำรวจจำนวนคนไร้บ้านเดิมที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในสถานพักพิงของภาครัฐมีประมาณ 2700 คน ซึ่งหากรวมกับคนไร้บ้านที่อยู่ในสถานพักพิงภาครัฐจะมีประมาณ 7-8 พันคน โดยจากการเก็บสถิติอายุขัยเฉลี่ยของคนไร้บ้านในสังคมไทยจะอยู่ที่ประมาณ 60 ปีซึ่งต่ำกว่าคนในสังคมปกติที่มีอายุขัยเฉลี่ยที่ประมาณ 75 ปี ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่คนไร้บ้านเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคติดต่อมากกว่าคนทั่วไปในสังคม ผลกระทบจากโควิด การเกิดขึ้นของโรคระบาดโควิด 19 นั้นเป็นปรากฎการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยและมีผลกระทบรุนแรง รัฐบาลในประเทศต่างๆจึงไม่ได้มีการเตรียมการรับมือที่เพียบพร้อมมากนัก การเกิดขึ้นของโควิดส่งผลให้มีจำนวนคนไร้บ้านหน้าใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก เนื่องจากคนจำนวนหนึ่งตกงานและสูญเสียที่อยู่รวมถึงไม่สามารถกลับบ้านได้ ซึ่งคนไร้บ้านหน้าใหม่นี้ไม่ได้มีทักษะในการเอาตัวรอดในปรากฎการณ์ไร้บ้านได้ดีเท่ากับคนไร้บ้านที่เป็นอยู่มานาน(มีความเปราะบางที่หนักกว่า) ถึงแม้ว่ากระบวนการบริจาคและการช่วยเหลือจากคนในสังคมจะส่งผลให้คนไร้บ้านจำนวนมากสามารถเข้าถึงอาหารได้ แต่คนไร้บ้านที่เป็นผู้สูงอายุหรืออยู่อย่างโดดเดี่ยวแยกตัวจากกลุ่มมีโอกาสสูงที่จะเข้าไม่ถึงอาหารเหล่านั้น มีการคำนวณคาดการณ์สถานการณ์ของการเพิ่มขึ้นของคนไร้บ้านเป็นหลายสถานการณ์ ตั้งแต่หากภาวะเศรษฐกิจหดตัวลงในระดับเลวร้ายน้อยที่สุดประมาณ 3% คนไร้บ้านจะเพิ่มขึ้นประมาณ 22.03% หากเลวร้ายที่สุดเศรษฐกิจหดตัวประมาณ 5.6% จะมีคนไร้บ้านเพิ่มขึ้นประมาณ 30.14% แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวเลขการหดตัวทางเศรษฐกิจจากการประเมิณโดยสำนักเศรษฐกิจในที่ต่างๆมีการประเมินความร้ายแรงที่สูงกว่านั้น(เศรษฐกิจหดตัวอย่างน้อย 7%) การหดตัวทางเศรษฐกิจเช่นนี้จะทำให้สถานการณ์ของคนไร้บ้านจะกลับไปสู่สภาวะปกติแบบก่อนหน้านั้นได้ยาก รวมถึงแนวโน้มของการเติบโตของการใช้ automation เข้ามาใช้งานในภาคธุรกิจทำให้แนวโน้มการจ้างงานของแรงงานมีลักษณะที่ยืดหยุ่นระยะสั้นมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีคนว่างงานจำนวนมากขึ้นซึ่งสร้างความเปราะบางต่อความต้านทานต่อปัญหาทางสังคมต่างๆโดยเฉพาะกลุ่มคนที่ไม่มี social safety net คนเหล่านี้มีโอกาสมากที่จะกลายเป็นกลุ่มคนไร้บ้านหน้าใหม่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" width="1024" height="576" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/06/CRISP-ขอนำเสนอสัมมนาชุด-19-1024x576.png" alt="" class="wp-image-649" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/06/CRISP-ขอนำเสนอสัมมนาชุด-19-1024x576.png 1024w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/06/CRISP-ขอนำเสนอสัมมนาชุด-19-300x169.png 300w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/06/CRISP-ขอนำเสนอสัมมนาชุด-19-768x432.png 768w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/06/CRISP-ขอนำเสนอสัมมนาชุด-19.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><strong>คนไร้บ้านและเด็กเปราะบาง</strong><strong></strong></p>



<p>เริ่มต้นนั้นจะเริ่มจากลักษณะประเด็นพื้นฐานของกลุ่มคนไร้บ้านและคนเปราะบาง
สำหรับคนไร้บ้านคือกลุ่มคนที่เผชิญภาวะทางปัญหา ลักษณะของการไร้บ้านคือผลลัพธ์ที่เกิดจากปัญหาหลากหลายปัญหาทับถม
เช่น ปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาทางสังคม ปัญหาครอบครัว เป็นต้น
สภาวการณ์ไร้บ้านจึงเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของสภาวะปัญหาอันหลากหลายที่คนๆหนึ่งต้องประสบ
ในขณะที่เด็กเปราะบางหรือเด็กด้อยโอกาสคือกลุ่มที่มีโอกาสที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ง่าย
ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาต่างๆหลากมิติที่ทับถมเช่นกัน
ในเบื้องต้นของงานสัมมนาครั้งนี้คือจะมาสำรวจผลกระทบของโควิดที่มีต่อกลุ่มคนเหล่านี้</p>



<p>ทั้งนี้จากการสำรวจจำนวนคนไร้บ้านเดิมที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในสถานพักพิงของภาครัฐมีประมาณ
2700 คน
ซึ่งหากรวมกับคนไร้บ้านที่อยู่ในสถานพักพิงภาครัฐจะมีประมาณ 7-8 พันคน
โดยจากการเก็บสถิติอายุขัยเฉลี่ยของคนไร้บ้านในสังคมไทยจะอยู่ที่ประมาณ 60 ปีซึ่งต่ำกว่าคนในสังคมปกติที่มีอายุขัยเฉลี่ยที่ประมาณ
75 ปี
ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่คนไร้บ้านเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคติดต่อมากกว่าคนทั่วไปในสังคม
</p>



<p><strong>ผลกระทบจากโควิด</strong><strong></strong></p>



<p>การเกิดขึ้นของโรคระบาดโควิด
19 นั้นเป็นปรากฎการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยและมีผลกระทบรุนแรง
รัฐบาลในประเทศต่างๆจึงไม่ได้มีการเตรียมการรับมือที่เพียบพร้อมมากนัก
การเกิดขึ้นของโควิดส่งผลให้มีจำนวนคนไร้บ้านหน้าใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก
เนื่องจากคนจำนวนหนึ่งตกงานและสูญเสียที่อยู่รวมถึงไม่สามารถกลับบ้านได้
ซึ่งคนไร้บ้านหน้าใหม่นี้ไม่ได้มีทักษะในการเอาตัวรอดในปรากฎการณ์ไร้บ้านได้ดีเท่ากับคนไร้บ้านที่เป็นอยู่มานาน(มีความเปราะบางที่หนักกว่า)
ถึงแม้ว่ากระบวนการบริจาคและการช่วยเหลือจากคนในสังคมจะส่งผลให้คนไร้บ้านจำนวนมากสามารถเข้าถึงอาหารได้
แต่คนไร้บ้านที่เป็นผู้สูงอายุหรืออยู่อย่างโดดเดี่ยวแยกตัวจากกลุ่มมีโอกาสสูงที่จะเข้าไม่ถึงอาหารเหล่านั้น
</p>



<p>มีการคำนวณคาดการณ์สถานการณ์ของการเพิ่มขึ้นของคนไร้บ้านเป็นหลายสถานการณ์
ตั้งแต่หากภาวะเศรษฐกิจหดตัวลงในระดับเลวร้ายน้อยที่สุดประมาณ 3% คนไร้บ้านจะเพิ่มขึ้นประมาณ
22.03% หากเลวร้ายที่สุดเศรษฐกิจหดตัวประมาณ
5.6% จะมีคนไร้บ้านเพิ่มขึ้นประมาณ
30.14% แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวเลขการหดตัวทางเศรษฐกิจจากการประเมิณโดยสำนักเศรษฐกิจในที่ต่างๆมีการประเมินความร้ายแรงที่สูงกว่านั้น(เศรษฐกิจหดตัวอย่างน้อย
7%)
การหดตัวทางเศรษฐกิจเช่นนี้จะทำให้สถานการณ์ของคนไร้บ้านจะกลับไปสู่สภาวะปกติแบบก่อนหน้านั้นได้ยาก
รวมถึงแนวโน้มของการเติบโตของการใช้ automation เข้ามาใช้งานในภาคธุรกิจทำให้แนวโน้มการจ้างงานของแรงงานมีลักษณะที่ยืดหยุ่นระยะสั้นมากขึ้น
ซึ่งจะส่งผลให้มีคนว่างงานจำนวนมากขึ้นซึ่งสร้างความเปราะบางต่อความต้านทานต่อปัญหาทางสังคมต่างๆโดยเฉพาะกลุ่มคนที่ไม่มี
social safety net คนเหล่านี้มีโอกาสมากที่จะกลายเป็นกลุ่มคนไร้บ้านหน้าใหม่
ดังนั้นคำถามที่สำคัญคือภาครัฐจะมีมาตรการเข้าช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ได้อย่างไรบ้าง</p>



<p><strong>นโยบายภาครัฐ</strong><strong></strong></p>



<p>ความช่วยเหลือจากภาครัฐ
เมื่อได้ลงพื้นที่ไปสำรวจสภาวะการช่วยเหลือของภาครัฐจะพบปัญหาที่สำคัญจากมาตรการช่วยเหลือกลุ่มคนเปราะบางเหล่านี้จากภาครัฐ
คือมาตรการช่วยเหลือเข้าถึงได้ช้ามาก ทั้งที่มีความจำเป็นต่อคนกลุ่มเปราะบางเหล่านี้มาก
ทั้งนี้กลุ่มเปราะบางมีอุปสรรค 2 ประการในการเข้าถึงความช่วยเหลือ
ประการแรกคือปัญหาเรื่องของทักษะในการใช้เทคโนโลยี
ปัญหาประการที่สองคือเรื่องของการไม่มีสิทธิจากการที่ไม่มีบัตรประชาชน โดย 30% ของคนไร้บ้านไม่มีสิทธิในการลงทะเบียน
รวมถึงมีเด็กจำนวนมากที่มีปัญหาในการเข้าถึงสิทธิในการได้รับความช่วยเหลือ
อุปสรรคเหล่านี้เป็นปัญหาต่อคนที่จนเรื้อรัง(extreme poor)เป็นอย่างมากทำให้เข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ</p>



<p>สิ่งสำคัญพื้นฐานอันดับแรกที่ภาครัฐควรจะตระหนักคือ
ปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึนซึ่งกระทบต่อคนกลุ่มต่างๆเหล่านี้เป็นผลกระทบจากนโยบายภาครัฐ
การช่วยเหลือของภาครัฐนั้นคือการชดเชยผลกระทบจากการที่ภาครัฐสร้างขึ้น
การเริ่มต้นที่หลักคิดเช่นนี้ภาครัฐจึงต้องเป็นผู้ดำเนินการเข้าหากลุ่มผู้ที่ต้องได้รับการชดเชย
ไม่ใช่การให้คนที่ต้องการรับการชดเชยเข้าหาภาครัฐเพื่อให้ได้รับการชดเชย
การชดเชยก็ไม่ควรเป็นการชดเชยที่ระบุกลุ่มที่ต้องได้รับการชดเชยเนื่องจากอาชีพในสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้นจึงมีโอกาสที่จะตกหล่นมาก
ควรดำเนินในทางกลับกันคือระบุกลุ่มที่ไม่ควรได้และชดเชยให้คนที่เหลือทุกคน
ทั้งนี้ระบบข้อมูลของผู้ที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นประเด็นที่สำคัญที่ต้องพัฒนาเพื่อรองรับความซับซ้อนเชิงประชากรดังกล่าว</p>



<p>วิกฤตโควิดที่เกิดขึ้นได้เปิดเผยถึงปัญหาความไม่แน่นอน/ความเปราะบางที่เกิดขึ้นในสังคม
กลุ่มคนหาเช้ากินค่ำมีความเสี่ยงในการใช้ชีวิตสูง หากขาดรายได้จะส่งผลให้สูญเสียปัจจัยพื้นฐานอย่างฉับพลัน
แต่อย่างไรก็ตามปรากฎการณ์โควิดได้เปิดเผยให้เห็นถึงการช่วยเหลือจากด้านทุนทางสังคม
ในชุมชนมีการช่วยเหลือด้านต่างๆต่อกัน
ซึ่งรวมถึงการช่วยเหลือให้สามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิในการช่วยเหลือจากภาครัฐ
และชุมชนรวมถึงองค์กรภาคประชาสังคมมีบทบาทอย่างสำคัญในการระบุกลุ่มผู้เปราะบางที่ต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
ส่งผลให้มีการดึงทรัพยากรไปช่วยเหลือได้อย่างถูกจุด
ทั้งนี้ในชุมชนที่มีรความเข้มแข็งจะมีการจัดสรรทรัพยากรในการช่วยเหลือได้มีประสิทธิภาพที่สูงกว่าชุมชนที่มีความสัมพันธ์ที่หลวมกว่า
แต่อย่างไรก็ตามในระยะยาวการช่วยเหลือจากชุมชนภาคประชาสังคมก็มคำถามตามมาว่าจะมีความยั่งยืนมากแค่ไหน</p>



<p>โดยสรุปแล้วในเมื่อเห็นภาพว่ารัฐมีทรัพยากรที่มากแต่ไม่มีข้อมูลและไม่มีประสิทธิภาพในการช่วยเหลือเนื่องจากมีลักษณะที่เทอะทะไม่สามารถตอบสนองต่อความซับซ้อนได้
ในขณะที่ชุมชนและภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญและสามารถเข้าช่วยเหลือได้ดีกว่าแต่ทรัพยากรอาจไม่มากนัก
คำถามที่เกิดขึ้นคือจะจัดตำแหน่งในระบบการช่วยเหลืออย่างไร
โดยทั้งนี้ผู้ร่วมสัมมนามองว่าการปรับตำแหน่งให้ภาคประชาสังคมและชุมชนเป็นตัวหลักในการช่วยเหลือโดยให้ภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนอาจจะเป็นรูปแบบการช่วยเหลือที่เหมาะสมกว่า
</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/648/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หลากชีวิต หลายผลกระทบ : แนวทางการศึกษาปฐมวัยสู่วัยรุ่น</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/643</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/643#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Kan]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 30 May 2020 06:37:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Events]]></category>
		<category><![CDATA[News & Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=643</guid>

					<description><![CDATA[โดย รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง คณบดี คณะการศึกษาปฐมวัย และผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ผศ.ดร.ชญานี ชวะโนทย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รศ.ดร. วีระชาติ กิเลนทอง &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; เริ่มต้นกับการคำถามที่ว่าโควิดมีปัญหากับเด็กปฐมวัยอย่างไร สำหรับเด็กปฐมวัยนั้นมีการปิดเรียนก่อนโรคระบาด อ.วีระชาติเสนอว่าควรเปิดเทอมและมีวิธีการเปิดเทอมหลายแบบ เช่น เปิดโรงเรียนขนาดเล็กก่อน เนื่องจากกลุ่มเด็กปฐมวัยเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ และโรงเรียนขนาดเล็กเป็นโรงเรียนที่มีจำนวนเด็กนักเรียนน้อย ไม่ได้มีความแออัด ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจเป็นผลกระทบทางอ้อมมากกว่า เช่น ผู้ปกครองอาจขาดรายได้ ผู้ปกครองอาจมีความเครียดสูง อาจส่งผลให้เด็กเครียดได้ &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; หากเปิดเทอมไม่ได้ในระยะสั้นอาจไม่มีอะไรน่าห่วงในเรื่องของการเรียนรู้ แต่ที่สำคัญคือผู้ปกครองไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ เพราะที่ผ่านมาโรงเรียนช่วยให้ทั้งความรู้และแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง ช่วยให้ผู้หญิงสามารถทำงานได้มากขึ้น เมื่อทำงานไม่ได้ก็อาจขาดรายได้ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อพัฒนาการของเด็กได้ ซึ่งปัญหาระยะยาวนั้นน่าเป็นห่วงและการเรียนออนไลน์อาจไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอกับเด็กปฐมวัย เนื่องจากทักษะทางพฤติกรรมเป็นปัจจัยที่สำคัญซึ่งพัฒนาผ่านปฏิสัมพันธ์ในโรงเรียน อย่างไรก็ตามผู้ปกครองควรเลือกได้ว่าจะส่งเด็กไปโรงเรียนได้หรือไม่ ทั้งนี้การเรียนรู้ผ่านช่องทางออนไลน์นั้นส่งผลต่อการพัฒนาทางพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยน้อยมาก &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; ในส่วนของการเรียนออนไลน์นั้นจากการสำรวจครูส่วนใหญ่มีความกังวลไม่เข้าใจว่าบทบาทของตนต้องทำอย่างไร ผู้ปกครองมองว่าในระยะสั้นอาจไม่มีผลกระทบมาก แต่ในระยะยาวก็มีความกังวลมาก ส่วนในเรื่องของการแจกแทบเลตนั้น ผู้ปกครองมีความต้องการได้เงินสดมากกว่าแทบเลต ที่น่าสนใจคือผลกระทบที่เกิดกับครอบครัวที่อาศัยเงินส่งกลับบ้านเป็นหลักแล้วได้รับเงินน้อยลง ครอบครัวส่วนใหญ่มีสมาชิกที่ไม่สามารถออกไปทำงานได้ และครอบครัวที่ไม่ได้รับค่าจ้าง &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; &#160;อ.วีระชาติยังเสนอว่าหากเปิดโรงเรียนได้ก็ควรทำ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" width="1024" height="576" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/CRISP-ขอนำเสนอสัมมนาชุด-16-1024x576.png" alt="" class="wp-image-644" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/CRISP-ขอนำเสนอสัมมนาชุด-16-1024x576.png 1024w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/CRISP-ขอนำเสนอสัมมนาชุด-16-300x169.png 300w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/CRISP-ขอนำเสนอสัมมนาชุด-16-768x432.png 768w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/CRISP-ขอนำเสนอสัมมนาชุด-16.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>โดย</p>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง คณบดี คณะการศึกษาปฐมวัย และผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</p>



<p>ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
(กสศ.)</p>



<p>ผศ.ดร.ชญานี ชวะโนทย์</p>



<p>คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</p>



<p><strong>รศ.ดร.
วีระชาติ กิเลนทอง</strong><strong></strong></p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เริ่มต้นกับการคำถามที่ว่าโควิดมีปัญหากับเด็กปฐมวัยอย่างไร
สำหรับเด็กปฐมวัยนั้นมีการปิดเรียนก่อนโรคระบาด อ.วีระชาติเสนอว่าควรเปิดเทอมและมีวิธีการเปิดเทอมหลายแบบ
เช่น เปิดโรงเรียนขนาดเล็กก่อน เนื่องจากกลุ่มเด็กปฐมวัยเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ
และโรงเรียนขนาดเล็กเป็นโรงเรียนที่มีจำนวนเด็กนักเรียนน้อย ไม่ได้มีความแออัด
ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจเป็นผลกระทบทางอ้อมมากกว่า เช่น ผู้ปกครองอาจขาดรายได้ ผู้ปกครองอาจมีความเครียดสูง
อาจส่งผลให้เด็กเครียดได้ </p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หากเปิดเทอมไม่ได้ในระยะสั้นอาจไม่มีอะไรน่าห่วงในเรื่องของการเรียนรู้
แต่ที่สำคัญคือผู้ปกครองไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ เพราะที่ผ่านมาโรงเรียนช่วยให้ทั้งความรู้และแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง
ช่วยให้ผู้หญิงสามารถทำงานได้มากขึ้น
เมื่อทำงานไม่ได้ก็อาจขาดรายได้ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อพัฒนาการของเด็กได้
ซึ่งปัญหาระยะยาวนั้นน่าเป็นห่วงและการเรียนออนไลน์อาจไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอกับเด็กปฐมวัย
เนื่องจากทักษะทางพฤติกรรมเป็นปัจจัยที่สำคัญซึ่งพัฒนาผ่านปฏิสัมพันธ์ในโรงเรียน อย่างไรก็ตามผู้ปกครองควรเลือกได้ว่าจะส่งเด็กไปโรงเรียนได้หรือไม่
ทั้งนี้การเรียนรู้ผ่านช่องทางออนไลน์นั้นส่งผลต่อการพัฒนาทางพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยน้อยมาก
</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในส่วนของการเรียนออนไลน์นั้นจากการสำรวจครูส่วนใหญ่มีความกังวลไม่เข้าใจว่าบทบาทของตนต้องทำอย่างไร
ผู้ปกครองมองว่าในระยะสั้นอาจไม่มีผลกระทบมาก แต่ในระยะยาวก็มีความกังวลมาก
ส่วนในเรื่องของการแจกแทบเลตนั้น ผู้ปกครองมีความต้องการได้เงินสดมากกว่าแทบเลต ที่น่าสนใจคือผลกระทบที่เกิดกับครอบครัวที่อาศัยเงินส่งกลับบ้านเป็นหลักแล้วได้รับเงินน้อยลง
ครอบครัวส่วนใหญ่มีสมาชิกที่ไม่สามารถออกไปทำงานได้ และครอบครัวที่ไม่ได้รับค่าจ้าง</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;อ.วีระชาติยังเสนอว่าหากเปิดโรงเรียนได้ก็ควรทำ
เปิดโรงเรียนโดยมีมาตรการรองรับ ควรให้คนมีโอกาสออกมาทำงาน กระทรวงศึกษาธิการควรจะมีการสุ่มตรวจเด็กประถม
มัธยมเพื่อจะเข้าใจความเสี่ยงในโรงเรียน ในการพัฒนาผู้ปกครองก็เป็นสิ่งที่ควรทำ
กลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือมากสุดอาจเป็นปู่ย่าตายายที่ต้องดูแลหลาน
การส่งเสริมการเรียนรู้ต่าง ๆ ต้องมีการทดลองโครงการกัน </p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในเรื่องของการเปิดโรงเรียนชุมชนควรจะเข้ามาช่วย
น่าจะมีสิทธิพิจารณาว่าจะเปิดโรงเรียนหรือไม่มากกว่าหน่วยงานอื่น
ต้องตระหนักว่าแต่ละคนมีความเสี่ยงต่างกัน จะใช้นโยบายแบบ one size fit all ไม่ได้
บางกลุ่มยอมรับความเสี่ยงได้ บางกลุ่มรับไม่ได้
ต้องเปิดโรงเรียนโดยคิดเสมอว่าแต่ละกลุ่มยอมรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน
และต้องให้ผู้ปกครองมีทางเลือก ควรให้ชุมชนหรือท้องถิ่นเป็นผู้เลือก
ประเมินความเสี่ยงเป็นกลุ่มไปในการเปิดโรงเรียน </p>



<p>โรงเรียนในชนบทควรเปิดและยืดหยุ่นเรื่องการเปิด โรงเรียนขนาดเล็กและกลางอาจเปิดเดือนมิถุนายน
มีการตรวจเชื้อเป็นระยะ แต่ต้องให้ผู้ปกครองเลือกว่าจะส่งลูกไปเรียนหรือไม่
ออกแบบให้เหมาะสมกับคนที่รับความเสี่ยงได้หรือไม่ได้
ต่อให้ประกาศว่าเปิดเทอมแล้วเด็กก็สามารถนั่งเรียนที่บ้านได้
การศึกษาต้องเข้าไปช่วยครอบครัวแบ่งเบาผลกระทบที่จะเกิดกับครอบครัวด้วย ควรระดมทรัพยากรเพื่อใช้ในการเปิดเรียน</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส
ภัทราวาท</strong><strong></strong></p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การปิดเทอมจะยาวนานมากขึ้นเป็นเดือนมีนาคมถึงกรกฎาคม
กสศ.ไปทำการสำรวจผลกระทบและความต้องการช่วยเหลือจากโควิด 19 พบว่าผู้ปกครองมีรายได้ลดลง
รายจ่ายเพิ่มขึ้น ถูกพักงาน ต้องแบ่งเบาภาระญาติพี่น้อง ถ้าเปิดเทอมก็กลัวว่านักเรียนจะติดเชื้อ
หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยง อาจไม่มีค่าเทอม ไม่มีค่าอุปกรณ์การเรียน
ครูและผู้ปกครองต้องการค่าครองชีพ ค่าอาหาร ค่าของใช้จำเป็นกสศ.จึงจะจัดสรรเงินให้กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนทุนเสมอภาค
ระดับชั้นประถามศึกษาปีที่ 1- 6 ประมาณ 500,000 คน จัดสรร 600 บาทต่อคน
โดยช่วยเหลือในด้านข้าวสาร ไข่ไก่ ปลากระป๋อง น้ำมันพืช สบู่
และค่าบริหารจัดการสำหรับโรงเรียนซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการเยียวยาของกสศ.ในช่วงปิดเทอม
</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แต่ถ้าเปิดเทอมแล้วการที่เด็กไม่ได้ไปโรงเรียนจะส่งผลต่อโภชนาการ
สุขภาพของนักเรียน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจของครอบครัวเด็ก เมื่อพ่อแม่หยุดงานก็ต้องพาลูกกลับบ้านไปด้วย
อาจทำให้ลูกไม่ได้กลับมาเรียนจะกระทบต่อโอกาสในการศึกษาของเด็ก
เป็นลักษณะที่เกิดกับเด็กในครอบครัวเปราะบาง
ก่อนมีโควิดเด็กมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาค่อนข้างมาก
ช่องว่างทางการเรียนรู้ของเด็กมีมาก หากอยู่บ้านมากขึ้นก็จะเกิดช่องว่างมากขึ้นอีก
ต้องมีการปรับปรุงการเรียน การสอนรองรับนักเรียนที่กลับเข้ามาในโรงเรียน
นอกจากนี้ยังมีเด็กที่บกพร่องในการเรียนรู้ มีความจำเป็นพิเศษ
ครูต้องสนับสนุนกเรียนของเด็กเหล่านี้ ยังมีเรื่องมีต้องคิดพิจารณาอีกหากเด็กต้องเรียนที่บ้าน
เด็กจะทานอาหารอย่างไร เด็กที่ยากจนพิเศษจะไม่ได้ทานอาหารเช้า ขาดสารอาหาร
ถ้าเด็กเหล่านี้ต้องเรียนออนไลน์จะจัดส่งอาหารให้เด็กเหล่านี้ได้อย่างไร
จะมีการจัดการเรื่องอาหารให้เด็กอย่างไร </p>



<p>ในเรื่องของอารมณ์จิตใจ ความเครียด
เด็กที่ไม่ได้ไปโรงเรียนเจอเพื่อนจะเครียดได้ ต้องมีการเตรียมประสานงานกับเด็ก
และผู้ปกครอง
มีผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กให้ครูคัดกรองหรือหาอาการบ่งชี้เหล่านี้แล้วแก้ปัญหาได้
จำเป็นต้องคุ้มครองเด็กปกป้องไม่ให้สภาพจิตใจแย่ไปกว่านี้ มิฉะนั้นอาจไปสู่ปัญหารุนแรงในอนาคต
ท้ายที่สุดเด็กอาจหลุดออกจากระบบการศึกษาได้&nbsp;&nbsp;
</p>



<p>ในเรื่องของการเปิดโรงเรียนนั้น การเปิดเรียนมีหลายแบบ
ไม่ควรเป็นแบบเดียวเหมือนกันทั่วประเทศ แต่ละภาคส่วนควรช่วยกันออกแบบ ช่วยกันคิด
ให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่และมาตรการป้องกันโรค
แต่ละพื้นที่แต่ละจังหวัดควรแลกเปลี่ยนกัน
การที่โรงเรียนเปิดได้พ่อแม่จะเข้าตลาดแรงงานได้ปกติมากขึ้น ลดผลกระทบโควิดต่อครอบครัวได้มากขึ้น
โรงเรียนควรออกแบบการเปิดเรียนให้สอดคล้องกับบริบท
การเปิดหรือปิดโรงเรียนนั้นไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายที่ทำไม่ได้
ทุกเรื่องต้องยืดหยุ่น พร้อมปรับตัวกับความไม่แน่นอน แต่กระทรวงศึกษาควรมีกติกาในการเปิด
ปิดโรงเรียน เพราะมันกระทบการรับเข้าเรียนในทุกระดับชั้น </p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับในกลุ่มเด็กเปราะบางครู
กับผู้บริหารศึกษาควรไปติดตาม ต้องมีการทำรายงานว่าทำไมเด็กมาหรือไม่มาเรียน
ต้องแก้ไขปัญหาเป็นรายกรณี มีการช่วยเหลือเพิ่มเติมเป็นกรณี ๆ ไป โรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงของการระบาดอาจให้เด็กนักเรียนไปเรียนสลับกัน
ในเรื่องของอาหารกลางวันนั้นจะต้องจัดสรรให้เด็กเข้าถึงได้รับสารอาหารเหมือนตอนที่เข้ามาเรียน
ทั้งนี้ต้องมีความยืดหยุ่นให้โรงเรียนและครูทำงานได้
แก้ปัญหาให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาจริง&nbsp; ทั้งนี้ต้องมีการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อตอบโจทย์นโยบายที่รวดเร็ว
ต้องมีการสร้างมาตรการที่มาจากพื้นที่จริง สถาบันวิจัยต่าง ๆ
ต้องมีการร่วมมือกับหน่วยงานหลักของประเทศ
เพื่อมาสร้างข้อเสนอเขิงนโยบายตอบโจทย์ได้รวดเร็ว
ให้ได้ข้อมูลว่าการเรียนการสอนแบบไหนจะตอบโจทย์ในสถานการณ์เช่นนี้
และควรมีการกระจายอำนาจให้พื้นที่ โรงเรียนควรหาทางออกให้กับเด็กทุกกลุ่ม
ซึ่งต้องมีลักษณะยืดหยุ่น เป็นมาตรการที่มีมาตรฐานแต่ปรับตามสภาพจริงได้ </p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/643/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หลากชีวิต หลายผลกระทบ : โลกของ top 1%</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/635</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/635#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Kan]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 23 May 2020 10:15:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Events]]></category>
		<category><![CDATA[News & Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=635</guid>

					<description><![CDATA[โลกของ top 1% กลุ่มคน top 1% ในประเทศไทยนั้นมีประมาณ 5.2 แสนคนจากจำนวนคนไทยในกำลังแรงงาน 52 ล้านคน แต่ในกลุ่ม top 1% ก็มีความแตกต่างหลากหลายรวมทั้งความเหลื่อมล้ำในกลุ่มอยู่แบ่งเป็นกลุ่มมหาเศรษฐีซึ่งเป็นคนกลุ่มเล็ก(เป็น top 1% ของกลุ่ม top 1%)ซึ่งมีรายได้ส่วนมากมาจากปัจจัยทุน และกลุ่มคนรายได้สูงที่มีรายได้จากส่วนแรงงานมากกว่ากลุ่มก่อนหน้า เช่น ผู้บริหารองค์กรระดับสูง CEO จะเห็นได้ว่าแม้แต่กลุ่มคนที่รวยที่สุดยังมีความเหลื่อมล้ำภายในกลุ่ม เราจึงต้องย้อนกลับมาพิจารณาดัชนีที่ใช้วัดความเหลื่อมล้ำอย่างดัชนี GINI ซึ่งดัชนี GINI นั้นถึงแม้จะบอกภาพรวมความเหลื่อมล้ำระดับประเทศได้ แต่ไม่สามารถบ่งบอกลักษณะของความเหลื่อมล้ำภายในกลุ่มชนชั้นและระหว่างชนชั้นได้ รวมถึงไม่ได้บอกถึงพลวัตรของความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งในปัจจุบันการเติบโตของคนกลุ่มรายได้ที่รวยที่สุด 1-2% แรกนั้นเติบโตอย่างรวดเร็วสร้างความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น GINI ไม่ได้ชี้ให้เห็นภาพนี้ได้ชัดเจนนัก ในหลายประเทศจึงมีการสร้างดัชนีมาพิจารณาคนกลุ่มที่รวยที่สุด เช่น การเทียบทรัพย์สินหรือรายได้ของคนที่รวยที่สุด 1% เทียบกับกลุ่มคนที่จนที่สุด 50% แต่อย่างไรก็ตามในการสร้างดัชนีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ต้องพบอุปสรรคที่สำคัญเนื่องจากการสำรวจรายได้มักจะตกหล่นการสำรวจกลุ่มคนที่รวยที่สุด เนื่องจากอาจจะไม่ให้ความร่วมมือหรือไม่สามารถรายงานสินทรัพย์และรายได้ที่ตัวเองมีทั้งหมดได้ครบ ประวัติศาสตร์ของ top 1% เมื่อย้อนกลับมาดูแนวโน้มของความเหลื่อมล้ำและพลวัตรของกลุ่มคนที่รวยที่สุด 1% ตามประวัติศาสตร์แล้วนั้น พบว่าในช่วงก่อนที่จะมีสงครามโลกนั้น ในประเทศยุโรปมีความเหลื่อมล้ำสูงคนกลุ่มที่รวยที่สุด 1% ครอบครองส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจถึง [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" width="1024" height="576" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/CRISP-ขอนำเสนอสัมมนาชุด-13-1024x576.png" alt="" class="wp-image-636" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/CRISP-ขอนำเสนอสัมมนาชุด-13-1024x576.png 1024w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/CRISP-ขอนำเสนอสัมมนาชุด-13-300x169.png 300w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/CRISP-ขอนำเสนอสัมมนาชุด-13-768x432.png 768w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/CRISP-ขอนำเสนอสัมมนาชุด-13.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><strong>โลกของ </strong><strong>top 1%</strong></p>



<p>กลุ่มคน top 1% ในประเทศไทยนั้นมีประมาณ
5.2 แสนคนจากจำนวนคนไทยในกำลังแรงงาน 52 ล้านคน แต่ในกลุ่ม top 1% ก็มีความแตกต่างหลากหลายรวมทั้งความเหลื่อมล้ำในกลุ่มอยู่แบ่งเป็นกลุ่มมหาเศรษฐีซึ่งเป็นคนกลุ่มเล็ก(เป็น
top 1% ของกลุ่ม top 1%)ซึ่งมีรายได้ส่วนมากมาจากปัจจัยทุน
และกลุ่มคนรายได้สูงที่มีรายได้จากส่วนแรงงานมากกว่ากลุ่มก่อนหน้า เช่น
ผู้บริหารองค์กรระดับสูง CEO </p>



<p>จะเห็นได้ว่าแม้แต่กลุ่มคนที่รวยที่สุดยังมีความเหลื่อมล้ำภายในกลุ่ม
เราจึงต้องย้อนกลับมาพิจารณาดัชนีที่ใช้วัดความเหลื่อมล้ำอย่างดัชนี GINI ซึ่งดัชนี GINI นั้นถึงแม้จะบอกภาพรวมความเหลื่อมล้ำระดับประเทศได้
แต่ไม่สามารถบ่งบอกลักษณะของความเหลื่อมล้ำภายในกลุ่มชนชั้นและระหว่างชนชั้นได้
รวมถึงไม่ได้บอกถึงพลวัตรของความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งในปัจจุบันการเติบโตของคนกลุ่มรายได้ที่รวยที่สุด
1-2% แรกนั้นเติบโตอย่างรวดเร็วสร้างความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น
GINI ไม่ได้ชี้ให้เห็นภาพนี้ได้ชัดเจนนัก
ในหลายประเทศจึงมีการสร้างดัชนีมาพิจารณาคนกลุ่มที่รวยที่สุด เช่น การเทียบทรัพย์สินหรือรายได้ของคนที่รวยที่สุด
1% เทียบกับกลุ่มคนที่จนที่สุด 50%
แต่อย่างไรก็ตามในการสร้างดัชนีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ต้องพบอุปสรรคที่สำคัญเนื่องจากการสำรวจรายได้มักจะตกหล่นการสำรวจกลุ่มคนที่รวยที่สุด
เนื่องจากอาจจะไม่ให้ความร่วมมือหรือไม่สามารถรายงานสินทรัพย์และรายได้ที่ตัวเองมีทั้งหมดได้ครบ</p>



<p><strong>ประวัติศาสตร์ของ </strong><strong>top 1%</strong></p>



<p>เมื่อย้อนกลับมาดูแนวโน้มของความเหลื่อมล้ำและพลวัตรของกลุ่มคนที่รวยที่สุด
1% ตามประวัติศาสตร์แล้วนั้น พบว่าในช่วงก่อนที่จะมีสงครามโลกนั้น
ในประเทศยุโรปมีความเหลื่อมล้ำสูงคนกลุ่มที่รวยที่สุด 1% ครอบครองส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจถึง
15-20% พอหลังจากสงครามความเหลื่อมล้ำลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ
คนที่รวยที่สุด 1% ครอบครองส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจลดลงเหลือ 5-10%
อย่างไรก็ตามภายหลังจากช่วงศตวรรษที่ 1970 ความเหลื่อมล้ำกลับมาเพิ่มขึ้นใหม่อีกครั้งโดยช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิดคนที่รวยที่สุด
1% ครอบครองส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 10-20% </p>



<p>สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มความเหลื่อมล้ำเป็นผลมาจาก shock หลังสงครามโลกสภาพเศรษฐกิจโลกอยู่ในสภาวะนอกระเบียบที่เคยเป็นมา
รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาฟื้นฟูเศรษฐกิจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแนวทางนโยบายภาครัฐให้เข้ามาเก็บภาษีทรัพย์สินของคนรวยเพื่อนำมาเป็นทุนในการฟื้นฟูประเทศ
ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำลดลง ในทางตรงกันข้ามนั้นภายหลังศตวรรษ 1970 บทบาทของตลาดและทุนสูงมากขึ้นจากอุดมการณ์ตลาดเสรีตามแนวทาง Neo-Liberalism
ทุนมีอิสระเสรีที่จะโยกย้ายไปแสวงหาพื้นที่ที่มีผลตอบแทนที่ดีกว่า ทุนมีอำนาจต่อรองมากขึ้น
ทำให้ความเหลื่อมล้ำกลับมาพุ่งสูงขึ้น สิ่งที่น่าขบคิดประการหนึ่งคือวิกฤตโควิดที่เกิดขึ้น
จะนำมาสู่การทบทวนของกลุ่มผู้มีอำนาจในการจัดการกับภาวะหนี้สินที่เกิดขึ้น และปฏิบัติกับกลุ่มมวลชนอย่างไร
จะสร้างการกระจายรายได้เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกหรือไม่</p>



<p><strong>แนวโน้มความร่ำรวยของกลุ่ม </strong><strong>top
1%</strong></p>



<p>
ในประเทศไทยนั้นแนวโน้มของรายได้ของกลุ่มรวยที่สุด 1% มีแนวโน้มที่จะเติบโตเร็วกว่ากลุ่มอื่นๆในเศรษฐกิจ
เนื่องจากการที่สินทรัพย์ในปัจจุบันให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น(ทั้งจากราคาและปันผล)จากการเปิดเสรีและความยืดหยุ่นในการเคลื่อนย้ายทุน
ในปัจจุบันนั้นผลตอบแทนที่เกิดจากปัจจัยทุนนั้นเพิ่มสูงขึ้นในขณะที่ผลตอบแทนที่เกิดจากการทำเกษตรหดตัวลงเล็กน้อย
ส่งผลให้ถึงแม้ว่าระบบเศรษฐกิจจะเติบโต แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้ประโยชน์ในระดับที่ใกล้เคียงกัน
นายทุนสามารถแสวงหากำไรได้สูงขึ้น แต่รายได้ของแรงงานลดลง 

</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="441" height="295" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/forbes-50-1.png" alt="" class="wp-image-638" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/forbes-50-1.png 441w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/forbes-50-1-300x201.png 300w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/forbes-50-1-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 441px) 100vw, 441px" /><figcaption>รวบรวมข้อมูลจากการจัดอันดับเศรษฐีที่รวยที่สุด 50 ราย</figcaption></figure></div>



<p>จากภาพมูลค่าทรัพย์สินของมหาเศรษฐีที่รวยที่สุด 50 อันดับแรก รวยขึ้นมากกว่า 50% จากในปี
2014-2018 </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="1017" height="568" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/สัดส่วนแรงงาน.png" alt="" class="wp-image-639" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/สัดส่วนแรงงาน.png 1017w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/สัดส่วนแรงงาน-300x168.png 300w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/สัดส่วนแรงงาน-768x429.png 768w" sizes="(max-width: 1017px) 100vw, 1017px" /></figure></div>



<p><br>
รายได้ของกลุ่มคนรวยส่วนมากมักมาจากทุน จากกราฟสัดส่วนรายได้ที่มาจากแรงงานจะเห็นได้ว่าเมื่อยิ่งรวยขึ้นสัดส่วนรายได้ที่มาจากแรงงานจะลดลง
เช่น เส้นสีฟ้าอ่อน(ข้อมูลปี 2001) ในขณะที่คนที่มีรายได้ต่ำสุด 50% มีรายได้จากทุนประมาณ
25-28% กลุ่มคนที่รวยที่สุด top 0.001% มีรายได้จากทุนประมาณ 90% นอกจากนี้แนวโน้มที่มาของรายได้คนรวยมีแนวโน้มจะมาจากทุนมากขึ้นเมื่อเทียบจากปี
2001 2007 และ 2015 ทั้งนี้แนวโน้มที่เกิดขึ้นสะท้อนผลตอบแทนของทรัพย์สินจากมูลค่าและอัตราตอบแทน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="770" height="335" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/สัดส่วนกลุ่มคน.png" alt="" class="wp-image-640" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/สัดส่วนกลุ่มคน.png 770w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/สัดส่วนกลุ่มคน-300x131.png 300w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/สัดส่วนกลุ่มคน-768x334.png 768w" sizes="(max-width: 770px) 100vw, 770px" /></figure></div>



<p>จากตารางของการกระจายประโยชน์ของการเตบโตทางเศรษฐกิจนี้ชี้ให้เห็นว่า
ในขณะที่ปี 2015-2016 กลุ่มที่รวยที่สุด
10% ได้รับส่วนแบ่งของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดกว่า 100%
(ไฮไลท์เหลือง)นั่นหมายถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงนี้มีแต่คนรวยที่สุด
10% เท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ ในขณะที่กลุ่มคนที่เหลืออีก 90%
กลับมีรายได้ที่ลดลง(ไฮไลท์สีฟ้าชี้ให้เห็นว่ามีส่วนแบ่งจากการเติบโตติดลบ)
สะท้อนให้เห็นว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นกระจุกตัวอยู่ที่คนกลุ่มเล็กเป็นที่มาถึงการที่คนไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจเติบโตขึ้น
รวมถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนคนจน(Absolute Poverty)
ในระยะหลังๆของไทย</p>



<p>สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้คนกลุ่มที่รวยที่สุดมีการเจริญเติบโตทางรายได้ที่ดีภายใต้ภาพรวมทางเศรษฐกิจที่อาจจะไม่มีการเติบโตอย่างทั่วถึงนักเนื่องมาจาก
ประการแรกทุนได้ประโยชน์จากอำนาจรัฐบาล โดยแสวงหากำไรผ่านระบบสัมปทานหรือความคุ้มครองจากภาครัฐ
ประการที่สองทุนไทยมีแนวโน้มที่จะย้ายไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น
โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีผลตอบแทนจากทุนที่สูงกว่าในภูมิภาคเอเชีย </p>



<p><strong>ผลกระทบจากโควิด</strong><strong></strong></p>



<p>ในปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องยากที่จะฟันธงได้ว่าคนกลุ่มที่รวยที่สุดนี้ได้รับผลกระทบจากโควิดมากน้อยเพียงใดและปรับตัวอย่างไร
เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลหรืองานวิจัยที่ใช้เป็นฐานรองรับเรื่องนี้ได้
การวิเคราะห์นั้นจึงมีแนวโน้มมาจากการคาดการณ์เป็นหลัก
ทั้งนี้อาจารย์วิเคราะห์ว่ากลุ่มคนรวยนั้นอาจไม่ต้องประสบภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นมากนักเมื่อเทียบกับคนชนชั้นอื่นๆ
เนื่องจากประการแรกคนกลุ่มนี้ยังมีทรัพย์สินจำนวนมากที่สามารถนำไปเปลี่ยนเป็นเงินสดเพื่อมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้
ประการที่สองผลตอบแทนจากทนก็ยังคงดำเนินต่อไป ถึงแม้ว่าราคาทรัพย์สินจะลดลงบ้าง
อย่างไรก็ดีผลกระทบต่อคนกลุ่มนี้ที่เป็นผลมาจากวิกฤตโควิดอาจเกิดขึ้นในระยะยาวจากการที่เศรษฐกิจจะหดตัวลงในอนาคตส่งผลให้
ผลตอบแทนจากทุนจะตกลง </p>



<p><strong>แนวทางในการลดความเหลื่อมล้ำ</strong><strong></strong></p>



<p>จากที่กล่าวมาในส่วนก่อนหน้านั้นจะเห็นได้ว่าหลายๆวิกฤตหรือ shock ที่เกิดขึ้นนั้นจะมีส่วนสำคัญในการสร้างการปรับเปลี่ยนรูปแบบเชิงนโยบายที่ส่งผลให้ภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินนโยบายที่ลดความเหลื่อมล้ำลง
ในบริบทสังคมไทยนั้นจะต้องติดตามดูต่อไปว่าวิกฤตโควิดที่เกิดขึ้นนั้นจะสร้างผลกระทบส่งผลเป็นแรงกดดันต่อภาครัฐอย่างไรบ้าง
โดยเฉพาะเรื่องประเด็นหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอีก 6% ของ GDP
ส่งผลให้รัฐต้องพิจารณาแนวทางในการหารายได้เพื่อมาจัดการกับหนี้ที่เกิดขึ้นนี้
(การไม่อุ้มการบินไทยอาจสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่ภาครัฐต้องแบกรับทำให้ไม่สามารถใช้จ่ายเงินโดยที่ไม่จำเป็นได้)
</p>



<p>ทั้งนี้เมื่อกลับมาพิจารณาบริบทของรัฐไทย รายได้ของรัฐไทยจากภาษีนั้นมีสัดส่วนต่อรายได้ประชาชาติที่ต่ำเมื่อเทียบกับรัฐอื่นในยุโรป
กล่าวคือรัฐไทยมีรายได้ประมาณ 15-20% ของ GDP ในขณะที่รัฐในประเทศยุโรปมีรายได้อย่างต่ำ 40%
ของ GDP แสดงให้เห็นว่ารัฐไทยมีการเตรียทรัพยากรในการรับมือวิกฤตที่จะเกิดขึ้นต่ำกว่าประเทศอื่น
การเก็บภาษีจากทรัพย์สินคือหนทางหนึ่งที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้บริบทของ shock
ที่เกิดขึ้นจะเป็นแรงกดดันที่ดีให้ภาครัฐปรับทิศทางจากเดิมที่ไม่กล้าเก็บภาษีจากกลุ่มคนรวยเนื่องจากกลัวเป็นการลดการลงทุน
ให้ภาครัฐจำเป็นต้องแสวงหารายได้ที่ไม่ส่งผลให้ GDP ลดมากนัก
ซึ่งการเก็บภาษีทรัพย์สินซึ่งมีการกระจุกตัวอยู่ที่คนกลุ่มที่รวยที่สุดนี้คือทางเลือกที่จำเป็น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="801" height="397" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/โควิด-tax.png" alt="" class="wp-image-641" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/โควิด-tax.png 801w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/โควิด-tax-300x149.png 300w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/โควิด-tax-768x381.png 768w" sizes="(max-width: 801px) 100vw, 801px" /></figure></div>



<p>ทางผู้เสวนาได้เสนอให้ภาครัฐดำเนินการเก็บภาษีทรัพย์สินเพื่อรับมือกับโควิดภายใต้ชื่อว่า
Covid Property Tax โดยเก็บในอัตราก้าวหน้าในกลุ่ม top
1% ซึ่งจากการลองคำนวณดูคร่าวๆ จะทำให้ภาครัฐมีรายได้ 0.62% ของ GDP ในแต่ละปี ซึ่งจะเป็นทางออกหนึ่งในการหาเงินมาจ่ายหนี้พร้อมกับลดความเหลื่อมล้ำไปด้วยในตัว</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/635/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากวิกฤตโควิด 19 สู่ความพลิกผัน</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/608</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/608#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Kan]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 May 2020 14:51:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=608</guid>

					<description><![CDATA[]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="1024" height="576" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/Start-It-Up-18-1024x576.png" alt="" class="wp-image-609" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/Start-It-Up-18-1024x576.png 1024w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/Start-It-Up-18-300x169.png 300w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/Start-It-Up-18-768x432.png 768w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/Start-It-Up-18.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>  เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาโลกได้ค้นพบกับไวรัสชนิดใหม่ที่รู้จักกันในนาม “โควิด – 19” (COVID –19) ซึ่งการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็วของไวรัสทำให้องค์การอนามัยโลกได้ออกมาประกาศในเดือนมกราคมว่าการแพร่ระบาดของโควิด – 19 เป็นภาวะฉุกเฉินระดับโลก การปรากฏกายของโควิด 19 จนเป็นวิกฤตคุกคามชีวิตของผู้คนไปทั่วโลกเช่นนี้ การสัมมนาออนไลน์ชุด <strong>&#8220;จากวิกฤตโควิด 19 สู่ความพลิกผัน&#8221;</strong> ได้จัดขึ้นเพื่อตอบปัญหาวิกฤตและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทั้งในระดับโลก ระดับประเทศ และมิติเชิงนโยบาย<br> ในระดับภาพโลกระเบียบทุนนิยมโลกถูก disrupt อีกครั้งจากมาตรการต่าง ๆ ที่ถูกสร้างมาเพื่อจัดการกับการแพร่ระบาด โครงสร้างระบบทุนนิยมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรติดตามได้ใน  “<strong>โควิด 19 กับความเปลี่ยนแปลงของทุนนิยมไทย-โลก” </strong><br> ในภาพระดับประเทศ การเปลี่ยนแปลงในมิติด้านความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยมีเส้นทางที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับโควิด 19 <strong>“เส้นทางความเหลื่อมล้ำไทย ก่อน-หลังโควิด 19”</strong> จะช่วยฉายภาพให้เห็นประเด็นนี้ชัดขึ้น <br> และสุดท้ายภาพของการจัดการเชิงนโยบาย วิกฤตที่เกิดขึ้นจะสร้างบทเรียนในการออกแบบนโยบายสวัสดิการอย่างไรเพื่อจัดการสภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต <strong>“โควิด 19 กับการออกแบบระบบสวัสดิการใหม่”</strong> จะเสนอหนทางบรรเทาความเดือดร้อนอันเกิดจากวิกฤตประการหนึ่งนั่นก็คือระบบสวัสดิการเพื่อให้เราสามารถอยู่กับวิกฤตจนคลี่คลายลงไปได้ <br><br>สามารถติดตามสรุปงานเสวนาได้<br>1. <strong>โควิด 19 กับความเปลี่ยนแปลงของทุนนิยมไทย-โลก</strong>  :  <a href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/news-events/events/610">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/news-events/events/610</a> <br>2.  <strong>เส้นทางความเหลื่อมล้ำไทย ก่อน-หลังโควิด 19</strong> :  <a href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/news-events/events/622">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/news-events/events/622</a> <br>3.  <strong>โควิด 19 กับการออกแบบระบบสวัสดิการใหม่</strong> :  <a href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/news-events/events/628">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/news-events/events/628</a> <br> </figcaption></figure></div>


<div>You need to add a widget, row, or prebuilt layout before you&#8217;ll see anything here. <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/13.0.1/72x72/1f642.png" alt="🙂" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></div>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/608/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โควิด 19 กับการออกแบบระบบสวัสดิการใหม่</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/628</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/628#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Kan]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 May 2020 14:38:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=628</guid>

					<description><![CDATA[ประวัติศาสตร์การสวัสดิการในประเทศไทย โดย ดร.ภาคภูมิ แสงกนกกุล ตามข้อค้นพบในบริบทประวัติศาสตร์รัฐไทยถูกนิยามว่าเป็น weak state ในเรื่องบทบาทด้านสวัสดิการเนื่องมาจากการที่รัฐมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรไม่สามารถกระจายทรัพยากรและอำนาจในการปกครองดูแลได้ครบถ้วน เมื่อจัดสรรทรัพยากรเป็นสวัสดิการให้คนกลุ่มน้อยแล้วก็ไม่เหลือสวัสดิการจะจัดสรรให้คนกลุ่มใหญ่ ดังนั้นสังคมไทยปรับตัวสร้างระบบการกุศลขึ้นมาเป็นสวัสดิการชั้นที่สองรองรับผู้ที่ตกหล่นไม่ได้สวัสดิการภาครัฐ นอกเหนือจากกลุ่มการกุศลแล้วสังคมไทยยังมีสถาบันครอบครัว(และชุมชน)เป็นสวัสดิการรองรับเป็นชั้นที่สามสำหรับผู้ที่ไม่ได้รับประโยชน์จากสวัสดิการสองประเภทก่อนหน้า อย่างไรก็ดีเมื่อระบบเศรษฐกิจพัฒนามากขึ้นเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรม ครอบครัวและชุมชนไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะวางตัวเป็นสถาบันสวัสดิการรองรับลำดับสุดท้าย เนื่องมาจากลักษณะของความเป็นปัจเจกที่สูงขึ้น ครอบครัวมีขนาดเล็กลง ประกอบกับบริบททางการเมืองเศรษฐกิจโลกหลัง 1980 รัฐต้องลดบทบาทในการให้สวัสดิการลง และต้องปล่อยให้เอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผ่านการสร้างสถาบันอย่างกองทุนประกันสังคม ภายหลังการเกิดวิกฤตในปี 1997 ส่งผลให้บริษัทปิดตัวแรงงานถูกเลิกจ้างงาน กองทุนประกันสังคมไม่สามารถแบกรับสภาวะวิกฤตแรงงานได้ ประกอบกับสถาบันครอบครัวและชุมชนไม่เข้มแข็งเพียงพอจะรองรับกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้ได้ ในหลายประเทศจึงกลับมาให้ความสำคัญในสิทธิสวัสดิการมากขึ้น ให้รัฐเข้าไปช่วยจัดสรรสวัสดิการให้กับภาคประชาชนโดยหาแหล่งทุนจากระบบภาษี แต่ในประเทศไทยนั้นมีทิศทางที่ต่างออกไปกล่าวคือทุกครั้งที่มีรัฐประหารการจัดสวัสดิการภาครัฐจะย้อนกลับไปใช้ระบบการจัดสรรแบบ authoritarian ซึ่งจัดสรรให้เฉพาะคนกลุ่มน้อย สวัสดิการที่ควรเป็นในช่วงวิกฤตโควิด 19 โดย ดร.ภาคภูมิ แสงกนกกุล ในหลักคิดเบื้องต้นหากจะออกแบบสวัสดิการต้องวางเป้าหมายเพื่อ “ทำให้สวัสดิการสังคมไม่แย่ลงมากนักโดยไม่ติดโรค และต้องพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ตกต่ำมากเกินไป” เมื่อได้เป้าหมายก็ต้องมาพิจารณาเครื่องมีในการจัดสรรสวัสดิการนั้นๆ ควรให้เป็นเงินหรือสิ่งของ การให้เป็นเงินสภาพคล่องสูง แต่ผลที่ตามมาอาจจะทำให้เกิดเงินเฟ้อหากอัดฉีดมากเกินไป นอกจากนี้ให้เป็นเงินอาจจะไม่มีประโยชน์มากนักถ้ากลไกตลาดไม่ทำงานในช่วงวิกฤต ในขณะที่การให้ของอาจจะยากที่จะตรงความต้องการ แต่ในพื้นฐานรัฐอาจจะต้องให้แบบผสม เช่น ช่วยเหลือค่าใช้จ่าย น้ำ ไฟฟ้า หรือเครดิตออนไลน์ นอกจากนี้ต้องมาพิจารณาเป้าหมายที่เราจะให้ว่าควรเจาะจงเฉพาะกลุ่ม ซึ่งวิธีนี้จะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีข้อมูลติดตามและมั่นใจว่าสภาวะที่เกิดขึ้นนั้นมีผลกระทบในพื้นที่จำกัดการให้จะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างดี หรือจะให้แบบถ้วนหน้าซึ่งแต่ละคนก็จะได้น้อยลงไป แต่เหมาะสมกับสภาวะที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างและต้องรีบดำเนินการเร่งด่วนในการเยียวยา ซึ่งเหมาะกับสภาวะสภาพปัจจุบันมากกว่า [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" width="1024" height="576" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/เสวนา-CRISP-1-1024x576.png" alt="" class="wp-image-629" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/เสวนา-CRISP-1-1024x576.png 1024w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/เสวนา-CRISP-1-300x169.png 300w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/เสวนา-CRISP-1-768x432.png 768w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/เสวนา-CRISP-1.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><strong>ประวัติศาสตร์การสวัสดิการในประเทศไทย</strong> โดย ดร.ภาคภูมิ แสงกนกกุล</p>



<p>ตามข้อค้นพบในบริบทประวัติศาสตร์รัฐไทยถูกนิยามว่าเป็น
weak
state ในเรื่องบทบาทด้านสวัสดิการเนื่องมาจากการที่รัฐมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรไม่สามารถกระจายทรัพยากรและอำนาจในการปกครองดูแลได้ครบถ้วน
เมื่อจัดสรรทรัพยากรเป็นสวัสดิการให้คนกลุ่มน้อยแล้วก็ไม่เหลือสวัสดิการจะจัดสรรให้คนกลุ่มใหญ่
ดังนั้นสังคมไทยปรับตัวสร้างระบบการกุศลขึ้นมาเป็นสวัสดิการชั้นที่สองรองรับผู้ที่ตกหล่นไม่ได้สวัสดิการภาครัฐ
นอกเหนือจากกลุ่มการกุศลแล้วสังคมไทยยังมีสถาบันครอบครัว(และชุมชน)เป็นสวัสดิการรองรับเป็นชั้นที่สามสำหรับผู้ที่ไม่ได้รับประโยชน์จากสวัสดิการสองประเภทก่อนหน้า</p>



<p>อย่างไรก็ดีเมื่อระบบเศรษฐกิจพัฒนามากขึ้นเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรม
ครอบครัวและชุมชนไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะวางตัวเป็นสถาบันสวัสดิการรองรับลำดับสุดท้าย
เนื่องมาจากลักษณะของความเป็นปัจเจกที่สูงขึ้น ครอบครัวมีขนาดเล็กลง
ประกอบกับบริบททางการเมืองเศรษฐกิจโลกหลัง 1980 รัฐต้องลดบทบาทในการให้สวัสดิการลง
และต้องปล่อยให้เอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
ผ่านการสร้างสถาบันอย่างกองทุนประกันสังคม </p>



<p>ภายหลังการเกิดวิกฤตในปี
1997
ส่งผลให้บริษัทปิดตัวแรงงานถูกเลิกจ้างงาน
กองทุนประกันสังคมไม่สามารถแบกรับสภาวะวิกฤตแรงงานได้
ประกอบกับสถาบันครอบครัวและชุมชนไม่เข้มแข็งเพียงพอจะรองรับกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้ได้
ในหลายประเทศจึงกลับมาให้ความสำคัญในสิทธิสวัสดิการมากขึ้น
ให้รัฐเข้าไปช่วยจัดสรรสวัสดิการให้กับภาคประชาชนโดยหาแหล่งทุนจากระบบภาษี
แต่ในประเทศไทยนั้นมีทิศทางที่ต่างออกไปกล่าวคือทุกครั้งที่มีรัฐประหารการจัดสวัสดิการภาครัฐจะย้อนกลับไปใช้ระบบการจัดสรรแบบ
authoritarian ซึ่งจัดสรรให้เฉพาะคนกลุ่มน้อย </p>



<p><strong>สวัสดิการที่ควรเป็นในช่วงวิกฤตโควิด 19</strong> โดย ดร.ภาคภูมิ แสงกนกกุล</p>



<p>ในหลักคิดเบื้องต้นหากจะออกแบบสวัสดิการต้องวางเป้าหมายเพื่อ
“ทำให้สวัสดิการสังคมไม่แย่ลงมากนักโดยไม่ติดโรค
และต้องพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ตกต่ำมากเกินไป” เมื่อได้เป้าหมายก็ต้องมาพิจารณาเครื่องมีในการจัดสรรสวัสดิการนั้นๆ
ควรให้เป็นเงินหรือสิ่งของ การให้เป็นเงินสภาพคล่องสูง แต่ผลที่ตามมาอาจจะทำให้เกิดเงินเฟ้อหากอัดฉีดมากเกินไป
นอกจากนี้ให้เป็นเงินอาจจะไม่มีประโยชน์มากนักถ้ากลไกตลาดไม่ทำงานในช่วงวิกฤต
ในขณะที่การให้ของอาจจะยากที่จะตรงความต้องการ แต่ในพื้นฐานรัฐอาจจะต้องให้แบบผสม
เช่น ช่วยเหลือค่าใช้จ่าย น้ำ ไฟฟ้า หรือเครดิตออนไลน์</p>



<p>นอกจากนี้ต้องมาพิจารณาเป้าหมายที่เราจะให้ว่าควรเจาะจงเฉพาะกลุ่ม
ซึ่งวิธีนี้จะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีข้อมูลติดตามและมั่นใจว่าสภาวะที่เกิดขึ้นนั้นมีผลกระทบในพื้นที่จำกัดการให้จะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างดี
หรือจะให้แบบถ้วนหน้าซึ่งแต่ละคนก็จะได้น้อยลงไป แต่เหมาะสมกับสภาวะที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างและต้องรีบดำเนินการเร่งด่วนในการเยียวยา
ซึ่งเหมาะกับสภาวะสภาพปัจจุบันมากกว่า</p>



<p>ส่วนมาตรการในการพยุงสังคมจะแบ่งออกเป็น
ระยะสั้น(ช่วงคุมการแพร่กระจายยังไม่ได้)
ระยะกลาง(ช่วงคุมการแพร่กระจายได้แล้วแต่ยังไม่มีวัคซีน) ระยะยาว(ช่วงฟื้นฟูเศรษฐกิจ)
ในระยะสั้นมุ่งเป้าหมายไปที่การให้ความสำคัญสุขภาพมากกว่าเศรษฐกิจการสวัสดิการเน้นป้องกันโรคอุปกรณ์ป้องกันโรคต้องไม่ให้ขาด
แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือรัฐไทยเตรียมพร้อมได้ช้า และการสื่อสารสู่ประชาชนมีปัญหา
ในระยะกลางต้องรับมือหากเกิดการระบาดระลอก / ผ่อนคลายให้ธุรกิจบางส่วนเปิดได้แต่ต้องมีมาตรฐานในการอนุญาตให้เปิด
สร้างระบบการกระจายวัคซีนป้องกันตลาดมืด
ในระยะยาวเมื่อสังคมมีภูมิคุ้มกันโรคแล้วต้องเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในหลายอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนัก
เข้ามาจัดการความเหลื่อมล้ำเนื่องจากกลุ่มรวยสุดกับกลุ่มจนสุดได้รับผลกระทบทำให้มีสถานะที่ต่างกันมากขึ้น
</p>



<p>ส่วนในเรื่องที่การเกิดขึ้นของ
platform
economy นั้นส่งผลกระทบต่อระบบสวัสดิการกล่าวคือ
ทำให้ลักษณะการจ้างงานเปลี่ยนไป
มีแรงงานที่ตกหล่นจากระบบกองทุนประกันสังคมจำนวนมากเนื่องจากถูกนิยามว่าเป็น self-employed
ซึ่งไม่มีประกันสังคมกับคนกลุ่มนี้
โดยช่วงวิกฤตที่แรงงานต้องออกจากระบบงานปกติจะหันไปประกอบอาชีพใน platform
economy มากขึ้น
ระบบสวัสดิการเพื่อคนกลุ่มนี้จึงต้องกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง
โดยข้อเสนอในต่างประเทศมีการสร้างกองทุนประกันสังคมที่มีหลากหลายกองทุนส่งผลให้ครอบคลุมลักษณะของแรงงาน
platform economy </p>



<p>ในเรื่องของ
UBI (Universal Basic Income)
เหมาะสมจะใช้เป็นนโยบายที่สำคัญในการรองรับสวัสดิการประชาชนไหมหลังการเกิดโควิด 19
วิทยากรมองว่าหากมีการสร้าง UBI จะส่งผลให้สวัสดิการและนโยบายอื่นๆถูกสนับสนุนน้อยลง
การดำเนินนโยบายตามต่างประเทศโดยไม่มีการแก้ไขโครงสร้างสถาบันทางสังคม
กลายเป็นรัฐสวัสดิการโดยที่ไม่มีสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกันจะเป็นไปได้ยากที่จะสร้างผลลัพธ์ในทิศทางเดียวกับประเทศต้นแบบ
รัฐสวัสดิการเป็นมากกว่านโยบายจะต้องมีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนที่เหมาะสมด้วย</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/628/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความเหลื่อมล้ำไทยก่อน หลังโควิด</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/622</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/622#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Kan]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 May 2020 14:23:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=622</guid>

					<description><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำไทย 2531 – 2560 โดย ผศ.ดร.เฉลิมพงษ์ คงเจริญ &#160;&#160;&#160;&#160;&#160; ผศ.ดร.เฉลิมพงษ์ คงเจริญ ได้นำเสนอการศึกษาความเหลื่อมล้ำไทยในปี 2531 – 2560 โดยอาศัยข้อมูลการสำรวจเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (Socio-Economic Survey: SES) ในการศึกษาเรื่องความเหลื่อมล้ำที่ผ่านมาจะเน้นในมิติเรื่องรายได้ แต่มิติอื่น ๆ เช่น การศึกษา สาธารณสุข ทรัพย์สินมักจะพิจารณาแยกกันในการศึกษานี้จะพิจารณาความเหลื่อมล้ำทั้งหกมติได้แก่ รายได้ การศึกษา การสาธารณสุข สินค้าคงทน ทรัพย์สินทางการเงิน และเทคโนโลยี โดยมิติด้านรายได้นั้น ความเหลื่อมล้ำมีแนวโน้มค่อนข้างสูง แต่ในช่วงปี 2530 ความเหลื่อมล้ำมีแนวโน้มลดลง โดยขึ้นมาเล็กน้อยในปี 2547- 2549 จนในช่วงปี 2560 ความเหลื่อมล้ำมีเกณฑ์เพิ่มขึ้นในปี เช่นเดียวกับในปี 2562 ที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อเทียบกันในแต่ละภูมิภาค จะพบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมีความแตกต่างกับภาคอื่น ทิศทางของความเหลื่อมล้ำมีแนวโน้มสูงขึ้นในสองภาคนี้ อย่างไรก็ตามภาคอื่นๆ ก็มีความเหลื่อมล้ำทางรายได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน ด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พบว่าในสามทศวรรษที่ผ่านมาไม่ค่อยมีความแตกต่างกันมากนัก ในภาพรวม ไม่ได้ดีขึ้นเท่าไหร่ ส่วนในภูมิภาค [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" width="1024" height="576" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/เสวนา-CRISP-1024x576.png" alt="" class="wp-image-623" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/เสวนา-CRISP-1024x576.png 1024w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/เสวนา-CRISP-300x169.png 300w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/เสวนา-CRISP-768x432.png 768w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/เสวนา-CRISP.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><strong>ความเหลื่อมล้ำไทย 2531 – 2560 </strong> โดย ผศ.ดร.เฉลิมพงษ์ คงเจริญ</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผศ.ดร.เฉลิมพงษ์ คงเจริญ
ได้นำเสนอการศึกษาความเหลื่อมล้ำไทยในปี 2531 – 2560 โดยอาศัยข้อมูลการสำรวจเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (Socio-Economic
Survey: SES) ในการศึกษาเรื่องความเหลื่อมล้ำที่ผ่านมาจะเน้นในมิติเรื่องรายได้
แต่มิติอื่น ๆ เช่น การศึกษา สาธารณสุข
ทรัพย์สินมักจะพิจารณาแยกกันในการศึกษานี้จะพิจารณาความเหลื่อมล้ำทั้งหกมติได้แก่
รายได้ การศึกษา การสาธารณสุข สินค้าคงทน ทรัพย์สินทางการเงิน และเทคโนโลยี </p>



<p>โดยมิติด้านรายได้นั้น
ความเหลื่อมล้ำมีแนวโน้มค่อนข้างสูง แต่ในช่วงปี 2530 ความเหลื่อมล้ำมีแนวโน้มลดลง โดยขึ้นมาเล็กน้อยในปี 2547- 2549 จนในช่วงปี 2560 ความเหลื่อมล้ำมีเกณฑ์เพิ่มขึ้นในปี
เช่นเดียวกับในปี 2562 ที่เพิ่มสูงขึ้น
เมื่อเทียบกันในแต่ละภูมิภาค
จะพบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมีความแตกต่างกับภาคอื่น ทิศทางของความเหลื่อมล้ำมีแนวโน้มสูงขึ้นในสองภาคนี้
อย่างไรก็ตามภาคอื่นๆ ก็มีความเหลื่อมล้ำทางรายได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน</p>



<p>ด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
พบว่าในสามทศวรรษที่ผ่านมาไม่ค่อยมีความแตกต่างกันมากนัก ในภาพรวม
ไม่ได้ดีขึ้นเท่าไหร่ ส่วนในภูมิภาค ภาคเหนือมีความเหลื่อมล้ำมากกว่าภาคอื่น ๆ </p>



<p>สำหรับด้านสาธารณสุข
แม้ประเทศไทยจะมีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่เมื่อพิจารณาจากข้อมูล SES
จะพบว่าการที่มีสิทธิแตกต่างกันระหว่างสิทธิข้าราชการ
ประกันสังคมและประกันสุขภาพถ้วนหน้า ส่งผลให้มีความแตกต่างกันในสิทธิทั้งสาม
โดยประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้งบโดยเฉลี่ยน้อยที่สุด&nbsp;
และความเหลื่อมล้ำทางค่าใช่จ่ายด้านสาธารณสุขยังถือว่าสูงกว่าด้านรายได้
ในภูมิภาคอื่นๆ ที่ไม่ใช่กทม.มีความเหลื่อมล้ำสูง </p>



<p>ในส่วนของสินค้าคงทนที่ครัวเรือนมี เช่น
รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ นำมาสร้างเป็นดัชนีสินค้าคงทน โดยในปี2531
มีความแตกต่างสูงระหว่างคนที่มีสินค้ากับคนทีไม่มี หลังวิกฤตปี 40
อาจมีความแตกต่างสูง แต่หลังจากปรับตัวจากวิกฤตได้
ความเหลื่อมล้ำด้านนี้ก็เริ่มคงที่ ลดลงเล็กน้อย และไม่ค่อยมีความเปลี่ยนแปลงนัก </p>



<p>ความเหลื่อมล้ำด้านสินทรัพย์ทางการเงินที่ครัวเรือนมีนั้นเริ่มเก็บข้อมูลในปี
2549
มีความเหลื่อมล้ำสูง ในขณะเดียวกันในช่วงปี 2549 -2554 ความเหลื้อมล้ำลดลงมาเล็กน้อยไม่ได้ต่างจากเดิม และมีทิศทางลดลง โดยหลังปี
2560 ก็มีความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น </p>



<p>และด้านสุดท้ายด้านเทคโนโลยีซึ่งทำให้คนมีรายได้ต่างกัน
ความเหลื่อมล้ำของการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีมีค่อนข้างสูง
ในช่วงสองปีท้ายก็ยิ่งปรับตัวสูงขึ้น&nbsp;
ความเหลื่อมล้ำอาจลดลงโดยเฉลี่ยแต่ช่วงปีท้ายๆ ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น
กล่าวโดยสรุปคือภาพรวมความเหลื่อมล้ำในหกมิติ ความเหลื่อมล้ำมีการปรับลดลง
แต่ปีท้าย ๆ กลับเพิ่มสูงขึ้นในทุกมิติ และทุกภูมิภาค </p>



<p>ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพย์สินและเทคโนโลยีมีสูงกว่าด้านรายได้
ด้านการศึกษาจะต่ำกว่ารายได้ โดยสองสามปีหลังมีแนวโน้มไม่ค่อยดีนัก
.ความเหลื่อมล้ำแย่ลงแม่รัฐบาลจะพยายามออกนโยบายลดความเหลื่อมล้ำมาโดยตลอด
มิติที่เป็นปัญหามากคือด้านทรัพย์สิน เทคโนโลยี และรายได้จากการทำงาน </p>



<p><strong>เมื่อโควิด 19 มาเจอความเหลื่อมล้ำ </strong>  โดย ผศ.ดร.เฉลิมพงษ์ คงเจริญ </p>



<p>จากสถานการณ์การระบาดของโควิด 19
ส่งผลให้กลุ่มคนบางกลุ่มที่มีความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจมีความเสี่ยงทางด้านการเงินและสุขภาพที่แตกต่ากัน
โดยผศ.ดร.เฉลิงพงษ์ได้เสนอ 4 ประเด็นชวนคิดได้แก่</p>



<ol><li>ด้านสาธารณสุข
ในประเทศจีน มีการเก็บข้อมูลว่าต้องติดเชื้ออย่างไรคนจะเสียชีวิต
ผลการสำรวจพบว่าต้องมีปัญหาสุขภาพบางอย่างก่อนทีจะเสี่ยงทำให้เสียชีวิตมากกว่ากลุ่มอื่น
เมื่อลองพิจารณาว่าในประเทศไทยใครมีปัญหาเรื่องพวกนี้จะพบว่าในคนกลุ่มรายได้ต่ำจะมีโอกาสเสียชีวิตจากโควิดมากกว่า
เนื่องจากป่วยจากโรคเบาหวาน ความดันมากกว่า
ในขณะที่ทรัพยาการทางการแพทย์กระจายตัวอยู่ในกทม.และปริมณฑล </li><li>ด้านการทำงาน
ท่ามกลางโควิดคนจำนวนหนึ่งต้องทำงานที่บ้าน แต่มีเพียงร้อยละ20 ของงานในเมืองไทยที่สามารถทำงานจากที่บ้านได้
คนจำนวนมากจึงไม่สามารถทำงานได้ ส่วนคนที่ทำงานได้บางคนก็ทำงานท่ามกลางความเสี่ยง
เช่น บุคลากรทางการแพทย์ พนักงานจนส่งสาธารณะ คนส่งของ
งานที่สามารถทำที่บ้านได้นั้นกลุ่มที่จนที่สุดสามารถทำได้แค่ร้อยละ 10 ในขณะที่คนรวยที่สุดสามารถทำงานที่บ้านได้ร้อยละ 37 จึงมีความเหลื่อมล้ำสูงระหว่างกันสูง
นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่างานที่ต้องเสี่ยงออกไปทำข้างนอกผลตอบแทนจะน้อย
ในขณะที่คนทำงานที่บ้านได้มีรายได้สูงกว่า
โจทย์คือสำหรับคนที่ต้องเสี่ยงออกไปทำงานข้างนอกเราจะบรรเทาผลกระทบของเขาได้อย่างไร
สาขาที่ทำงานที่บ้านไม่ได้ เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้าง โรงแรม ขนส่ง
กลุ่มคนพวกนี้ได้รับผลกระทบสูง ในขณะเดียวกันสาขาเหล่านี้มีโอกาสหดตัวค่อนข้างสูง
โควิดจึงสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนที่ทำงานที่บ้านได้กับที่ทำงานที่บ้านไม่ได้ </li><li>การศึกษา&nbsp;
ในเรื่องของการศึกษานั้นหลายประเทศเลือกผลักดันการศึกษาแบบออนไลน์&nbsp;
แต่ทว่าเด็กไทยส่วนใหญ่ไม่พร้อมในการเรียนออนไลน์&nbsp; ไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและไม่มีคอมพิวเตอร์ส่วนตัว
มีความเหลื่อมล้ำของทรัพยากรสูงหากมีการเรียนออนไลน์เต็มรูปแบบ </li><li>ในส่วนของความเหลื่อมล้ำด้านทรัพย์สินก่อนโควิดมีความเหลื่อมล้ำสูง
ผศ.ดร.เฉลิมพงษ์จึงสำรวจดูว่าหากครัวเรือนตกงาน จะสามารถใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่ได้กี่เดือน
ผลปรากฏว่ากลุ่มคนที่จนที่สุดมีเพียงร้อยละ 33 ที่สามารถยังชีพอยู่ได้
3 เดือน
ในขณะที่คนรวยมีจำนวนมากกว่าครึ่งที่สามารถยังชีพอยู่ได้จากทรัพย์สนที่ตนมี
หากพิจารณาว่าต้องยังชีพ 6 เดือนคนจนที่สุดจะสามารถยังชีพอยู่ได้เพียงร้อยละ20
ในขณะที่คนรวย 1 ใน3 &nbsp;จะสามารถยังชีพอยู่ได้หกเดือนด้วยทรัพย์สินที่มี
ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องที่ว่าคนไทยขาดความรู้ทางการเงิน</li></ol>



<p>ดังนั้นความเหลื่อมล้ำในภาพใหญ่เมื่อเจอโควิดจึงจะแย่ลงอย่างยิ่ง
คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มที่มีรายได้น้อย
ในการแก้ปัญหาอาจใช้การพยุงตัวธุรกิจและแรงงานไปพร้อม ๆ กัน
โดยรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่าย หลังโควิดจบลงอย่างน้อยคนได้ทำงานที่บริษัทเดิม
ได้ทำงานที่เดิม เป็นแนวทางที่ฝรั่งเศสใช้
ส่วนอีกวิธีคือการให้คนได้รับผลกระทบได้ใช้จ่ายโดยตรง
แต่จะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างนายจ้าง ดังที่สหรัฐอเมริกาและไทยเลือกใช้
ซึ่งการแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้เมื่อโควิดหยุดระบาดจะมีปัญหาเรื่องของการจ้างคนกลับเข้าไปทำงาน
นอกจากนี้ยังมีประเด็นชวนคิดในเรื่องของปัญหาความล่าช้าไม่ทั่วถึงของการจ่ายเงินเยียวยาว่าจะจัดการอย่างไร
อาจต้องใช้เวลาเป็นประเด็นที่ต้องคิดว่าจัดการอย่างไรให้ดีขึ้น ประเด็นอื่น ๆ
ที่ต้องคิดถึงก็คือระบบสาธารณสุขที่เพียงพอ คนสามารถไปต่อได้
ตั้งเป้าช่วยเหลือให้ถูกกลุ่ม ประเด็นเรื่องUniversal Basic Income (UBI) รวมถึงกลยุทธ์ในการใช้นโยบายการเงินการคลัง
และหากจะหาเงินมาชดเชยการขาดทุนจะมีระบบภาษีที่ยุติธรรมอย่างไรในอนาคต </p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/622/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โควิด 19 กับความเปลี่ยนแปลงของทุนนิยมไทย-โลก</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/610</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/610#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Kan]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 May 2020 08:45:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=610</guid>

					<description><![CDATA[ตัวแทนจากเอสเอ็มอี โดย สรวิศ อิสระโคตร เสียงจากตัวแทนของเจ้าของกิจการเอสเอ็มอีจะมาเล่าประเด็นที่สำคัญ 2 ประเด็นคือ วิธีการปรับตัวของกิจการภายใต้ภาวะวิกฤต และทัศนะต่อการช่วยเหลือของภาครัฐ ในประเด็นแรกกิจการของวิทยากรนั้นต้องพบกับสภาวะการขาดแคลนรายได้เนื่องจากอัตราการสั่งซื้อสินค้าของบริษัทลดลงถึง 50% ส่งผลให้กระบวนการผลิตต้องลดลง อย่างไรก็ดีทางออกในการปรับตัวโดยไม่ปลดคนงานของวิทยากรนั้นมีการปรับงานที่แรงงานทำชั่วคราว จากส่วนการผลิตไปสู่การบำรุงรักษาสถานประกอบการเพื่อรอสถานการณ์ที่ดีขึ้น ทั้งนี้สถานการณ์คู่ค้าในประเทศจีนเริ่มดีขึ้นบ้างส่งผลให้ทางบริษัทเริ่มเห็นโอกาสอันดีในอนาคตอันใกล้ ส่วนเรื่องของนโยบายเยียวยาจากภาครัฐ ผู้ประกอบการมองว่ายังไม่ตอบสนองต่อปัญหาได้ตรงจุดมากนัก ประการแรกการเลื่อนจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มและนโยบายการหักค่าใช้จ่ายส่วนค่าจ้างได้ 3 เท่านั้นไม่ตรงจุดเนื่องจากกิจการไม่มีรายได้ที่จะเสียภาษีอยู่แล้ว ประการที่สองรัฐออกมาตรการช่วยเหลือช้าไปไม่สามารถช่วยธุรกิจในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดได้ทัน ทั้งนี้วิทยากรเห็นว่านโยบายที่ควรจะใช้ได้แก่การสนับสนุนด้วย soft loan การถกเถียงในวงการนโยบายเศรษฐกิจมหภาคอเมริกา โดย ดร.สิร นุกูลกิจ ในส่วนนโยบายการพยุงเศรษฐกิจของอเมริกานั้น จากการทำข้อมูลของวิทยากร พบว่ารัฐบาลอเมริกาได้ดำเนินนโยบายขาดดุลการคลังประมาณ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ทั้งนี้สัดส่วนรายจ่ายที่มุ่งเป้าเป็นเงินโอนรายหัว(ให้กับคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 แสนเหรียญสหรัฐต่อปี คนละ 1,200 เหรียญสหรัฐ)ใช้จ่ายประมาณ 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ รายจ่ายที่มุ่งเป้าไปที่บริษัทขนาดใหญ่อยู่ที่ประมาณ 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่รายจ่ายที่มุ่งสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมนั้นอยู่ที่ประมาณ 3.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ การที่รัฐบาลใช้จ่ายสนับสนุนบริษัทใหญ่จำนวนมากกว่าบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กทำให้เป็นประเด็นถกเถียงที่ร้อนแรง ทั้งนี้ในวงการวิชาการเศรษฐศาสตร์ของอเมริกานั้น ก่อนที่จะเกิดวิกฤตโควิด 19 ขึ้นแนวโน้มของนักวิชาการด้านการเงินจะให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ(Inflation Targeting) โดยธนาคารกลางจะออกนโยบายที่ถ่วงดุลย์นโยบายการคลังป้องกันไม่ให้เกิดเงินเฟ้อขึ้น อย่างไรก็ดีเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นแนวโน้มการถกเถียงเรื่องนโยบายนั้นมองข้ามปัญหาเรื่องเงินเฟ้อ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image is-resized"><img loading="lazy" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/Start-It-Up-ถ.png" alt="" class="wp-image-611" width="1920" height="1080" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/Start-It-Up-ถ.png 1920w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/Start-It-Up-ถ-300x169.png 300w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/Start-It-Up-ถ-768x432.png 768w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/05/Start-It-Up-ถ-1024x576.png 1024w" sizes="(max-width: 1920px) 100vw, 1920px" /><figcaption> <br></figcaption></figure>



<p><strong>ตัวแทนจากเอสเอ็มอี โดย สรวิศ อิสระโคตร</strong></p>



<p>เสียงจากตัวแทนของเจ้าของกิจการเอสเอ็มอีจะมาเล่าประเด็นที่สำคัญ
2
ประเด็นคือ วิธีการปรับตัวของกิจการภายใต้ภาวะวิกฤต
และทัศนะต่อการช่วยเหลือของภาครัฐ
ในประเด็นแรกกิจการของวิทยากรนั้นต้องพบกับสภาวะการขาดแคลนรายได้เนื่องจากอัตราการสั่งซื้อสินค้าของบริษัทลดลงถึง
50% ส่งผลให้กระบวนการผลิตต้องลดลง
อย่างไรก็ดีทางออกในการปรับตัวโดยไม่ปลดคนงานของวิทยากรนั้นมีการปรับงานที่แรงงานทำชั่วคราว
จากส่วนการผลิตไปสู่การบำรุงรักษาสถานประกอบการเพื่อรอสถานการณ์ที่ดีขึ้น
ทั้งนี้สถานการณ์คู่ค้าในประเทศจีนเริ่มดีขึ้นบ้างส่งผลให้ทางบริษัทเริ่มเห็นโอกาสอันดีในอนาคตอันใกล้</p>



<p>ส่วนเรื่องของนโยบายเยียวยาจากภาครัฐ
ผู้ประกอบการมองว่ายังไม่ตอบสนองต่อปัญหาได้ตรงจุดมากนัก
ประการแรกการเลื่อนจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มและนโยบายการหักค่าใช้จ่ายส่วนค่าจ้างได้ 3
เท่านั้นไม่ตรงจุดเนื่องจากกิจการไม่มีรายได้ที่จะเสียภาษีอยู่แล้ว
ประการที่สองรัฐออกมาตรการช่วยเหลือช้าไปไม่สามารถช่วยธุรกิจในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดได้ทัน
ทั้งนี้วิทยากรเห็นว่านโยบายที่ควรจะใช้ได้แก่การสนับสนุนด้วย soft loan</p>



<p><strong>การถกเถียงในวงการนโยบายเศรษฐกิจมหภาคอเมริกา โดย ดร.สิร นุกูลกิจ </strong></p>



<p>ในส่วนนโยบายการพยุงเศรษฐกิจของอเมริกานั้น
จากการทำข้อมูลของวิทยากร พบว่ารัฐบาลอเมริกาได้ดำเนินนโยบายขาดดุลการคลังประมาณ 2
ล้านล้านเหรียญสหรัฐเพื่อพยุงเศรษฐกิจ
ทั้งนี้สัดส่วนรายจ่ายที่มุ่งเป้าเป็นเงินโอนรายหัว(ให้กับคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1
แสนเหรียญสหรัฐต่อปี คนละ 1,200 เหรียญสหรัฐ)ใช้จ่ายประมาณ
6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ รายจ่ายที่มุ่งเป้าไปที่บริษัทขนาดใหญ่อยู่ที่ประมาณ
5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ในขณะที่รายจ่ายที่มุ่งสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมนั้นอยู่ที่ประมาณ 3.8
แสนล้านเหรียญสหรัฐ
การที่รัฐบาลใช้จ่ายสนับสนุนบริษัทใหญ่จำนวนมากกว่าบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กทำให้เป็นประเด็นถกเถียงที่ร้อนแรง</p>



<p>ทั้งนี้ในวงการวิชาการเศรษฐศาสตร์ของอเมริกานั้น
ก่อนที่จะเกิดวิกฤตโควิด 19 ขึ้นแนวโน้มของนักวิชาการด้านการเงินจะให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ(Inflation
Targeting)
โดยธนาคารกลางจะออกนโยบายที่ถ่วงดุลย์นโยบายการคลังป้องกันไม่ให้เกิดเงินเฟ้อขึ้น
อย่างไรก็ดีเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นแนวโน้มการถกเถียงเรื่องนโยบายนั้นมองข้ามปัญหาเรื่องเงินเฟ้อ
เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อไม่ใช่ปัญหาที่สำคัญในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน
ยอมรับได้กับการขาดดุลทางการคลัง ลดดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจ
ส่งเสริมการพยุงตราสารทุนภาคเอกชน </p>



<p>เศรษฐศาสตร์สำนักนโยบายการเงินสมัยใหม่(Modern
Monetary Theory) ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์เป็นสำนักที่ขึ้นมามีอิทธิพลในช่วงเวลาดังกล่าว
โดยเน้นให้รัฐเข้าไปพยุงเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในสาธารณูปโภคเช่น
การส่งเสริมสวัสดิการด้านการศึกษาและบริการสาธารณสุขอย่างถ้วนหน้าซึ่งจะสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั้งเป็นการป้องกันภาวะการหดตัวทางเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพของพลเมืองให้ดีขึ้น
และผ่อนผันให้มีการขาดดุลทางการคลัง 10-15% โดยให้ธนาคารกลางช่วยส่งเสริมสถานะทางการคลังของรัฐบาล</p>



<p><strong>ทุนนิยมกับการเปลี่ยนแปลง โดย ดร.ธนเดช เวชสุรักษ์</strong></p>



<p>สภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากมาตรการป้องกันการแพร่ขยายของไวรัสโควิด
19
เป็นวิกฤตที่แหลมคมที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบทุนนิยมได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าวิกฤตเศรษฐกิจในปี
2008 ประการแรกอัตราว่างงานพุ่งสูงขึ้นกว่า 10 เท่าของอัตราการว่างงานในปี 2008 ประการที่สอง GDP
ในระดับโลกคาดการณ์ว่าอย่างน้อยจะติดลบ 4.2% เทียบกับปี
2009 ที่มีอัตราการถดถอยของ GDP ระดับโลกที่
1.6% ประการสุดท้ายมหาอำนาจของโลกอย่างประเทศจีนและอเมริกาได้รับผลกระทบอย่างหนักทั้งคู่
ในขณะที่ช่วงปี 2009 ประเทศจีนฟื้นตัวได้เร็วเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวมากนัก
โดยสรุปวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้อาจรุนแรงพอๆ กับช่วงวิกฤตปี 1930(The Great Depression)
โดยวิกฤตนี้สะท้อนให้เห็นปัญหาของทุนนิยมสามอย่างคือ ปัญหาในการจัดการภาวะวิกฤต
ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และปัญหาความร่วมมือระหว่างประเทศ</p>



<p>ในประเด็นแรกนั้นอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่พยายามที่จะต่อต้านการแทรกแซงของภาครัฐและปล่อยให้ตลาดเป็นตัวจัดการปัญหาการกระจายทรัพยากร
ในกรณีเครื่องช่วยหายใจเป็นภาพสะท้อนถึงปัญหาในการใช้ระบบตลาดในการจัดการกระจายทรัพยากรได้ชัดเจน
กล่าวคือในสภาวะวิกฤตเช่นนี้ส่งผลให้เครื่องช่วยหายใจไม่เพียงพอ
แต่ละรัฐจึงต้องแข่งกันประมูลเพื่อให้ได้เครื่องช่วยหายใจมาใช้ในโรงพยาบาล
ส่งผลให้รัฐเล็กๆที่ไม่มีงบมากนักไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์การแพทย์ได้เพียงพอ
และรัฐไม่สามารถใช้อำนาจในการบังคับให้บริษัทหันไปผลิตอุปกรณ์ที่สำคัญในภาวะวิกฤตนี้
ด้วยเหตผลว่าระบบตลาดจะอยู่ในสภาวะ panic หากภาครัฐเข้ามาแทรกแซง
</p>



<p>ในเรื่องความเหลื่อมล้ำนั้น
ในข้อมูลผู้ป่วยติดเชื้อพบว่าเป็นชาวแอฟริกันอเมริกันถึงประมาณ 30%
ของผู้ป่วย ในขณะที่ชาวแอฟริกันอเมริกันนั้นคิดเป็นสัดส่วนประชากรประมาณ
13% เท่านั้น
วิกฤตนี้ชี้ให้เห็นถึงสภาวะที่ผู้ที่ไม่มีอภิสิทธิ์ทางสังคมคือผู้ที่รับเคราะห์เป็นสัดส่วนที่หนักกว่า
</p>



<p>ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ
พบว่าสถาบันองค์กรระหว่างประเทศที่ถูกสร้างมานั้นกลับไม่ได้ตอบสนองต่อวิกฤตได้เท่าที่ควร
ในช่วงวิกฤตนี้มีผู้ที่พยายามเสนอให้ IMF จัดสรรเงินเข้าเป็นกองทุน
SDR(Special Drawing Right)
ให้กับประเทศยากจนและประเทศกำลังพัฒนาในสภาวะฉุกเฉิน
เนื่องจากถึงแม้ในปัจจุบันแต่ละประเทศจะสามารถดึงเงินจากกองทุน SDRs ได้เมื่อจำเป็น แต่ประเทศพัฒนาแล้วนั้นมีโควตาส่วนใหญ่(60%)ในการดึงเงินทุนจากกองทุนนี้</p>



<p>สภาวะวิกฤตนี้นำมาซึ่งการตั้งคำถามต่อระเบียบโครงสร้างของทุนนิยม
ทุนนิยมจะมีการปรับตัวอย่างไรต่อภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นนี้ โดยมีความเป็นไปได้ 3
เส้นทางคือ
สถานการณ์แรกระเบียบทุนนิยมคงเดิมแต่อยู่ในสภาวะซอมบี้แบบที่เกิดขึ้นหลังปี 2008
สถานการณ์ที่สองกลับไปสู่โครงสร้างแบบ Bretton Woods สถานการณ์สุดท้ายคือโครงสร้างระบบเศรษฐกิจแบบใหม่เลย</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/events/610/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โครงการวิเคราะห์ความเหลื่อมล้าในประเทศไทยโดยใช้ข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศ</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/582</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/582#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Kan]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 29 Mar 2020 10:42:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[News & Events]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการวิจัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=582</guid>

					<description><![CDATA[เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2563 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ร่วมกับศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (CRISP) ได้จัดงานสัมมนานำเสนอผลงาน &#8220;โครงการวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยโดยใช้ข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศ&#8221; โดย ผศ.ดร.ณัฐพงษ์ พัฒนพงษ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อ.ดร.อมรรัตน์ ลือนาม อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และอ.พิชญ์ จงวัฒนากุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะ โดยมีผลการศึกษาตามลิงค์ด้านล่าง สรุปผลการศึกษาเบื้องต้น(FB)สไลด์นำเสนอ(PDF) ข้อมูลที่ใช้ในการทำวิจัยข้อมูล Google Earth Engine(Excel)ข้อมูลประชากรและทะเบียนบ้านรายตำบล(Excel)(GIS)]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="960" height="720" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/03/90091591_935124526961119_8284595527157284864_o.jpg" alt="" class="wp-image-583" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/03/90091591_935124526961119_8284595527157284864_o.jpg 960w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/03/90091591_935124526961119_8284595527157284864_o-300x225.jpg 300w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/03/90091591_935124526961119_8284595527157284864_o-768x576.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /><figcaption> <br><br></figcaption></figure></div>



<p style="text-align:center">  เ<strong>มื่อวันที่ 16 มีนาคม 2563 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ร่วมกับศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (CRISP)  ได้จัดงานสัมมนานำเสนอผลงาน &#8220;โครงการวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยโดยใช้ข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศ&#8221; โดย  ผศ.ดร.ณัฐพงษ์ พัฒนพงษ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อ.ดร.อมรรัตน์ ลือนาม อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และอ.พิชญ์ จงวัฒนากุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะ  โดยมีผลการศึกษาตามลิงค์ด้านล่าง </strong><br> </p>



<p>สรุปผลการศึกษาเบื้องต้น(<a href="https://www.facebook.com/546169232523319/posts/935130703627168/">FB</a>)<br>สไลด์นำเสนอ(<a href="https://drive.google.com/drive/folders/1KOruHBs75Fh-02Gr2WHzHc-1bSwws0oT">PDF</a>) </p>



<p>ข้อมูลที่ใช้ในการทำวิจัย<br>ข้อมูล Google Earth Engine(<a href="https://drive.google.com/drive/folders/1AzLuNVU2jJnb5q5E5Xt47LQIAQ-HVC2U">Excel</a>)<br>ข้อมูลประชากรและทะเบียนบ้านรายตำบล(<a href="https://drive.google.com/drive/folders/1B1Vhi_c9Fp5r5NgnDEogXwZmf2QkAWnS">Excel</a>)(<a href="https://drive.google.com/drive/folders/1sGMdBM3Y0uF92NfcsZ8Ak14ht6lsqK7B">GIS</a>) </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter is-resized"><img loading="lazy" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/03/70731206_2563650327011262_4859906742697328640_o-1024x768.jpg" alt="" class="wp-image-588" width="505" height="378" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/03/70731206_2563650327011262_4859906742697328640_o-1024x768.jpg 1024w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/03/70731206_2563650327011262_4859906742697328640_o-300x225.jpg 300w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/03/70731206_2563650327011262_4859906742697328640_o-768x576.jpg 768w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/03/70731206_2563650327011262_4859906742697328640_o.jpg 1477w" sizes="(max-width: 505px) 100vw, 505px" /><figcaption>คณะผู้วิจัยในโครงการ</figcaption></figure></div>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/582/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
