<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>News</title>
	<atom:link href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/category/news-events/news/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 25 Feb 2021 06:47:56 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.7.14</generator>
	<item>
		<title>โครงการวิเคราะห์ความเหลื่อมล้าในประเทศไทยโดยใช้ข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศ</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/582</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/582#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Kan]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 29 Mar 2020 10:42:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[News & Events]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการวิจัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=582</guid>

					<description><![CDATA[เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2563 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ร่วมกับศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (CRISP) ได้จัดงานสัมมนานำเสนอผลงาน &#8220;โครงการวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยโดยใช้ข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศ&#8221; โดย ผศ.ดร.ณัฐพงษ์ พัฒนพงษ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อ.ดร.อมรรัตน์ ลือนาม อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และอ.พิชญ์ จงวัฒนากุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะ โดยมีผลการศึกษาตามลิงค์ด้านล่าง สรุปผลการศึกษาเบื้องต้น(FB)สไลด์นำเสนอ(PDF) ข้อมูลที่ใช้ในการทำวิจัยข้อมูล Google Earth Engine(Excel)ข้อมูลประชากรและทะเบียนบ้านรายตำบล(Excel)(GIS)]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="960" height="720" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/03/90091591_935124526961119_8284595527157284864_o.jpg" alt="" class="wp-image-583" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/03/90091591_935124526961119_8284595527157284864_o.jpg 960w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/03/90091591_935124526961119_8284595527157284864_o-300x225.jpg 300w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/03/90091591_935124526961119_8284595527157284864_o-768x576.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /><figcaption> <br><br></figcaption></figure></div>



<p style="text-align:center">  เ<strong>มื่อวันที่ 16 มีนาคม 2563 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ร่วมกับศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (CRISP)  ได้จัดงานสัมมนานำเสนอผลงาน &#8220;โครงการวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยโดยใช้ข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศ&#8221; โดย  ผศ.ดร.ณัฐพงษ์ พัฒนพงษ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อ.ดร.อมรรัตน์ ลือนาม อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และอ.พิชญ์ จงวัฒนากุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะ  โดยมีผลการศึกษาตามลิงค์ด้านล่าง </strong><br> </p>



<p>สรุปผลการศึกษาเบื้องต้น(<a href="https://www.facebook.com/546169232523319/posts/935130703627168/">FB</a>)<br>สไลด์นำเสนอ(<a href="https://drive.google.com/drive/folders/1KOruHBs75Fh-02Gr2WHzHc-1bSwws0oT">PDF</a>) </p>



<p>ข้อมูลที่ใช้ในการทำวิจัย<br>ข้อมูล Google Earth Engine(<a href="https://drive.google.com/drive/folders/1AzLuNVU2jJnb5q5E5Xt47LQIAQ-HVC2U">Excel</a>)<br>ข้อมูลประชากรและทะเบียนบ้านรายตำบล(<a href="https://drive.google.com/drive/folders/1B1Vhi_c9Fp5r5NgnDEogXwZmf2QkAWnS">Excel</a>)(<a href="https://drive.google.com/drive/folders/1sGMdBM3Y0uF92NfcsZ8Ak14ht6lsqK7B">GIS</a>) </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter is-resized"><img loading="lazy" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/03/70731206_2563650327011262_4859906742697328640_o-1024x768.jpg" alt="" class="wp-image-588" width="505" height="378" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/03/70731206_2563650327011262_4859906742697328640_o-1024x768.jpg 1024w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/03/70731206_2563650327011262_4859906742697328640_o-300x225.jpg 300w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/03/70731206_2563650327011262_4859906742697328640_o-768x576.jpg 768w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2020/03/70731206_2563650327011262_4859906742697328640_o.jpg 1477w" sizes="(max-width: 505px) 100vw, 505px" /><figcaption>คณะผู้วิจัยในโครงการ</figcaption></figure></div>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/582/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สัมมนา “70 ปี รัฐศาสตร์-เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจการเมืองไทย”</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/255</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/255#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Jul 2019 18:18:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[News & Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=255</guid>

					<description><![CDATA[เมื่อวันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน 2562 คณะรัฐศาสตร์ได้จัดเสวนา  “มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจการเมืองไทย : กับดักหรือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” เนื่องในงานครบรอบ 70 ปี การสถาปนาคณะรัฐศาสตร์และคณะเศรษฐศาสตร์]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="540" height="341" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/70-ปี.jpg" alt="" class="wp-image-256" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/70-ปี.jpg 540w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/70-ปี-300x189.jpg 300w" sizes="(max-width: 540px) 100vw, 540px" /></figure></div>



<p>เมื่อวันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน 2562 คณะรัฐศาสตร์ได้จัดเสวนา&nbsp; “มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจการเมืองไทย : กับดักหรือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” เนื่องในงานครบรอบ 70 ปี การสถาปนาคณะรัฐศาสตร์และคณะเศรษฐศาสตร์ โดยมี ศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ และ ผศ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ จากคณะรัฐศาสตร์ และ ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา และ รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย จากศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ ร่วมวงเสวนา โดย รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย ได้ระบุว่าเศรษฐกิจไทยโตช้า เพราะภาคอุตสาหกรรมที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก สูญเสียความสามารถในการแข็งขัน ปรับตัวจากที่เคยใช้แต่แรงงานและทรัพยากรหรือขายสินค้าราคาถูกไม่ได้ เมื่อค่าแรงสูงขึ้น การลงทุนจากต่างชาติและทุนไทยก็ย้ายฐานไปประเทศที่ค่าแรงถูกกว่า โดยปัญหาทั้งหมดเกิดจากโครงสร้างของรัฐไทยเอง ขณะที่การลงทุนภาครัฐของไทยกลับสร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้ขยายกว้างขึ้น แทนที่จะกระจายมั่งคั่งหรือช่วยลดความเหลื่อมล้ำเหมือนหลายๆประเทศ โดยเห็นว่า ที่เป็นเช่นนั้นเพราะการรวมศูนย์อำนาจ ตามด้วย ผศ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ&nbsp; กล่าวว่า กับดักที่สำคัญของการเมืองไทย คือ รัฐธรรมนูญที่ประชาชนไม่ศรัทธาและไม่มีคุณค่าในความเป็นกฎหมายสูงสุด เนื่องจากการออกแบบมาให้อำนาจตกอยู่ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยและถูกฉีกทิ้งได้ง่ายหรือมีการรัฐประหารบ่อย ซึ่งทั้งหมดส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจด้วย และการมีรัฐธรรมนูญไม่ได้แปลว่าประเทศมีประชาธิปไตยหรือนิติรัฐแต่อย่างใด และ ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา กล่าวว่า กลุ่มทุนและกลุ่มการเมืองอนุรักษ์นิยมที่กุมอำนาจรัฐปัจจุบัน ใช้แผนไทยแลนด์ 4.0 เป็นวิธีในการก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง และไม่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมที่ตัวเองได้เปรียบ ขณะที่กลุ่มทุนและกลุ่มการเมืองเสรีนิยม เชื่อว่าไม่ต้องทำตามปผน 4.0 ทั้งหมด และต้องเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งภาวะของการต่อสู้เปลี่ยนแปลงการถือครองอำนาจนี้ ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำของสังคมในอนาคตด้วย และสุดท้าย ศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ ยืนยันว่า การที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤตเพราะชนชั้นนำไม่ยอมให้เสียงข้างมากใหม่ที่เติบโตขึ้นจากระบบเศรษฐกิจได้มีส่วนแบ่งทางอำนาจ และการเลือกตั้งครั้งล่าสุดของไทยได้พิสูจน์แล้วว่า การจัดตั้งรัฐบาลไม่ตรงตามเจตจำนงของคนส่วนใหญ่ ขณะที่สถาบันสำคัญโดยเฉพาะองค์กรอิสระและรัฐสภา ที่ระบบเสรีนิยมสร้างขึ้นเพื่อจำกัดและตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐ ถูกชนชั้นนำบิดเบือนไปใช้ประโยชน์ ทำให้เสียงข้างมากไม่มีอำนาจปกครองตามที่ควรจะเป็น</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/255/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ซีรีย์สัมมนาชุด “ความเหลื่อมล้ำหลากมิติ”</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/248</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/248#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Jul 2019 18:16:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[News & Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=248</guid>

					<description><![CDATA[สัมมนาครั้งที่ 1 ในหัวข้อ “ความเหลื่อมล้ำในมิติกระบวนการยุติธรรม” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2562 โดยมี คุณเยาวลักษณ์ อนุพันธ์ ผู้อำนวยการ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2>ซีรีย์สัมมนาชุด “ความเหลื่อมล้ำหลากมิติ”: “ความเหลื่อมล้ำในมิติกระบวนการยุติธรรม” </h2>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="505" height="336" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติยุติธรรม.jpg" alt="" class="wp-image-249" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติยุติธรรม.jpg 505w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติยุติธรรม-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 505px) 100vw, 505px" /></figure></div>



<p>สัมมนาครั้งที่ 1 ในหัวข้อ “ความเหลื่อมล้ำในมิติกระบวนการยุติธรรม” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2562 โดยมี คุณเยาวลักษณ์ อนุพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และ คุณสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นวิทยากร คุณเยาวลักษณ์ได้นำเสนอปัญหาในกระบวนการยุติธรรมที่มีการเลือกปฏิบัติ สองมาตรฐาน และปัญหาการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม กระบวนการยุติธรรมมีทั้งแบบปกติกับไม่ปกติ โดยแบบแรกถูกสะท้อนออกมาด้วยสถิติที่ชี้ว่าคนที่ติดคุกมากที่สุดคือคนจน คนที่ไม่มีเงินประกันตัว เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก นอกจากนี้คนชั้นกลางไม่มีความเข้าใจสิทธิของตนเอง คุณสมชายเสนอให้ผลักดันให้กระบวนการยุติธรรมมีมิติมากกว่าเรื่อง “คุกมีไว้ขังคนจน” ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในโลกสมัยใหม่ มีมโนทัศน์พื้นฐานชุดหนึ่งดำรงอยู่ คือมโนทัศน์พื้นฐานในโลกสมัยใหม่ (ที่ไม่มีใครปฏิเสธ) มีการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่ามีคำตัดสินจากศาล ซึ่งเกิดขึ้นหลังศตวรรษที่ 17 พิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน มีต่อสู้การอย่างทัดเทียม องค์กรมีหลักวิชากำกับ มีความเป็นมืออาชีพ มีการตรวจสอบควบคุม แต่ปัญหาอยู่ในรายละเอียด เช่น 1) แนวติดการควบคุมตัว การประกันตัว 2) การพิสูจน์ การใช้ล่ามแปลภาษาในชั้นศาล 3) องค์กรวิชาชีพที่ขาดการตรวจสอบ อีกหนึ่งมโนทัศน์ คือการ “ทำตามกฎหมาย” แต่คุณสมชายชวนให้ตั้งคำถามว่าปฏิบัติตามกฎหมายของใคร ใครบังคับใช้ ใครตัดสิน ในมิติความเหลื่อมล้ำที่แอบซ่อน คุณสมชายสมชายเห็นว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่เห็นชัดเจนที่สุด แต่ยังมีความเหลื่อมล้ำที่มองไม่เห็นอยู่ฉากหลังคือปัจจัยทางการเมืองและปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม สมชายกล่าวว่าสถาบันการศึกษาต้องมีหน้าที่สำคัญในการสร้างความรู้ความเข้าใจต่อผู้เรียน การใช้ศาสตร์แบบข้ามสาขาเพื่อวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม</p>



<h2>&nbsp;<strong>ซีรีย์สัมมนาชุด “ความเหลื่อมล้ำหลากมิติ”: “ความเหลื่อมล้ำในมิติคมนาคม”</strong></h2>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="555" height="417" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติคมนาคม.jpg" alt="" class="wp-image-250" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติคมนาคม.jpg 555w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติคมนาคม-300x225.jpg 300w" sizes="(max-width: 555px) 100vw, 555px" /></figure></div>



<p>สัมมนาครั้งที่ 2 หัวข้อ “ความเหลื่อมล้ำในมิติ” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2562 โดยมี รศ.ดร.ศักดิ์สิทธิ์ เฉลิมพงศ์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากร ได้บรรยายเรื่องความเหลื่อมล้ำในมิติคมนาคม โดยระบุว่า รัฐไทยใส่ใจคนใช้รถยนต์ การแก้ปัญหาจราจร เน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าสูงเช่นสนามบิน ทางด่วน รถไฟฟ้า แต่คนได้ประโยชน์ไม่เท่ากัน ส่วนการขนส่งมวลชนสำหรับผู้มีรายได้น้อยอย่างรถประจำทางใน กทม. หรือภูมิภาคกลับถูกมองข้าม เสนอ กระจายอำนาจลงท้องถิ่นมากขึ้น แม้ไม่การันตีผลแต่ก็อาจจะดีกว่าตัดสินใจจากส่วนกลาง และได้พูดถึงเรื่องความเท่าเทียมว่าต้องดูว่าการกระจายผลกระทบ ต้นทุน การดำเนินการต่างๆ ของรัฐว่าเป็นธรรมหรือไม่ โครงการด้านคมนาคมขนส่งมีผลกระทบอย่างมากและมีความซับซ้อนและให้ผลกระทบในแต่ละกลุ่มมากน้อยต่างกัน จึงต้องประเมินถึงการกระจายตัวของผลกระทบซึ่งก็มีทั้งทางตรงอย่างการลดเวลาเดินทาง การลดต้นทุนต่างๆ และผลกระทบในทางอ้อมที่เป็นลบอย่างเรื่องมลภาวะ เสียง การจราจรติดขัดหรืออื่นๆ นอกจากนั้นยังมีผลกระทบต่อเนื่องอื่นๆ ที่กระจายไปในในคนระดับต่างๆ อย่างไม่เท่าเทียมกัน อย่างการพัฒนาที่ดิน การจ้างงาน กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากโครงการ กล่าวโดยสรุป นโยบายไทยเน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าสูงเป็นหลัก ชอบสร้างโครงการใหญ่ และคนที่มักได้ประโยชน์คือคนที่มีรายได้ปานกลาง-สูงและกลุ่มทุน คนใช้ประโยชน์ที่รัฐลงทุนมีจำนวนจำกัดเนื่องจากขาดการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะขั้นพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่นการเดินทางมาให้ถึงรถไฟฟ้า ทำให้ผลประโยชน์ของโครงการที่รัฐลงทุนอาจมีค่อนข้างจำกัดและไม่เกิดประโยชน์กับผู้ด้อยโอกาส คนพิการ นโยบายอื่นๆ ที่ทำมาก็มักมาจากจิตใต้สำนึกที่ต้องการช่วยเหลือผู้ใช้รถยนต์ ไม่ให้ความสนใจกับผู้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะหรือผู้เดินเท้าเท่าที่ควร สะท้อนถึงความไม่ได้คิด หรือการไม่ให้ความสำคัญของผู้มีอำนาจในรัฐไทย</p>



<h2>&nbsp;<strong>ซีรีย์สัมมนาชุด “ความเหลื่อมล้ำหลากมิติ”: “ความเหลื่อมล้ำในมิติผังเมือง”&nbsp;</strong></h2>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="471" height="314" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติผังเมือง.jpg" alt="" class="wp-image-251" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติผังเมือง.jpg 471w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติผังเมือง-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 471px) 100vw, 471px" /></figure></div>



<p>สัมมนาครั้งที่ 3 หัวข้อ “ความเหลื่อมล้ำในมิติผังเมือง” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 โดยมี ผศ.ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) เป็นวิทยากร โดยประเด็นแรก&nbsp; เรื่องของเมืองและความเหลื่อมล้ำนั้น จะต้องหานิยามของ ‘เมือง’ หรือ ‘ความเป็นเมือง’ ก่อนว่า เมืองคือสิ่งใดก็ตามที่ไม่ใช่ความเป็นชนบท ทั้งในแง่ของความหนาแน่น ความสัมพันธ์ระหว่างกัน ซึ่งในชนบทจะมีแน่นแฟ้นกว่า แต่พื้นที่เมืองเป็นชุมทางของความหลากหลาย ทั้งในด้านกลุ่มคน อาชีพ วัย ศาสนา เชื้อชาติ คติความเชื่อ อุดมการณ์ทางการเมือง เหล่านี้รวมอยู่ที่เมือง ดังนั้น เมืองคือโอกาส เป็นเหตุผลทำให้คนหลั่งไหลจากชนบทมาสู่เมือง นอกจากนี้อีกปัญหาสำคัญที่ อ.นิรมล ได้กล่าวถึงคือการเดินทางโดนเฉพาะในกรุงเทพฯ ประชาชนจำนวนมากต้องดิ้นรนเดินทางระหว่างบ้านซึ่งอยู่ชานเมืองเข้ามาทำงานที่เมืองชั้นใน รูปแบบการอยู่อาศัยแบบนี้นำมาซึ่งลักษณะของ Gated Community (ชุมชนล้อมรั้ว) อันเป็นลักษณะของการอยู่อาศัยที่ทำให้เกิด sense of fear นอกจากนี้ ด้วยระยะทางระหว่างบ้านและที่ทำงาน ทำให้หลายครอบครัวต้องมี ‘รถยนต์’ เนื่องจากภาครัฐไม่มีการสร้างระบบขนส่งมวลชนไปยังพื้นที่ที่ความหนาแน่นต่ำ นำมาสู่คำถามว่า งบประมาณมหาศาลที่ลงทุนกับทางด่วนเชื่อมเข้ากับหมู่บ้านจัดสรรกลางเมืองนั้น สร้างให้กับใครกันแน่ อ.นิรมลมองปัญหาเหล่านี้ว่า ที่สุดแล้วจะก่อตัวกลายเป็นพายุของความเหลื่อมล้ำเพิ่มพูนมากขึ้นๆ จากกายภาพเมืองที่ไม่ตอบโจทย์ประชากร และความเป็นเมืองที่ควรเป็นอย่างแท้จริง โดยกล่าวว่า “เรื่องของความเหลื่อมล้ำในยุคของเรานั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็น Perfect Storm ซึ่งจะเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ และรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเราจะเห็นแล้วว่าเมืองเป็นต้นกำเนิดของความเหลื่อมล้ำ และกายภาพเมืองส่งผลอย่างมากต่อความเหลื่อมล้ำของสังคมและสิ่งแวดล้อม เราอยู่อาศัยอย่างไร เดินทางอย่างไร หาความสุขในชีวิตอย่างไร เดินทางอย่างไร กายภาพเมืองมีผลอย่างมาก”</p>



<h2>&nbsp;<strong>ซีรีย์สัมมนาชุด “ความเหลื่อมล้ำหลากมิติ”: </strong><strong>“ความเหลื่อมล้ำในมิติสาธารณสุข”&nbsp;</strong></h2>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="527" height="351" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติสาธารณสุข.jpg" alt="" class="wp-image-252" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติสาธารณสุข.jpg 527w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติสาธารณสุข-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 527px) 100vw, 527px" /></figure></div>



<p>สัมมนาครั้งที่ 4 หัวข้อ “ความเหลื่อมล้ำในมิติสาธารณสุข” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2562 โดยมี นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ จากมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ เป็นวิทยากร ได้กล่าวถึงการมาของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในทางการแพทย์และสาธารณสุขว่า ไม่ได้มีแต่มุมบวกอย่างความสะดวกในการวินิจฉัยโรคหรือการให้คำแนะนำด้านการซื้อยาต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์เท่านั้น ยังมีข้อน่ากังวลตามมาด้วย อาทิ การใช้ข้อมูลเพื่อสร้างความต้องการเทียม (False Demand) เพราะปัจเจกชนแต่ละคนบางทีก็ไม่รู้ว่า ตนเองอยากหรือไม่อยากได้อะไร ดังนั้นการคิดเชิงวิเคราะห์ (Critical Thinking) จึงเป็นทักษะสำคัญของมนุษย์ทุกคน นอกจากนี้ยังมีประเด็นข้อมูลที่อ้างจากการใช้สถิติเพื่อหาความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันแล้วสรุปว่า ข้อมูลนั้นเป็นความจริง ทั้งที่อาจจะยังไม่ได้ผ่านการพิสูจน์ในเชิง เพราะมีเหตุจึงมีผลเลยก็ได้ และได้ยกตัวอย่างถึง&nbsp; สมัยที่วงการสาธารณสุขเริ่มตื่นตัวในประเด็นบุหรี่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากมีข้อค้นพบโดยการเก็บสถิติว่า กลุ่มคนที่สูบบุหรี่มักป่วยเป็นมะเร็งมากกว่ากลุ่มคนที่ไม่สูบ แบบนี้เรียกว่า ข้อมูลเชิงสถิติกับความสัมพันธ์เชื่อมโยง แต่ขณะนั้นยังไม่มีการพิสูจน์หาที่มาที่ไปว่า บุหรี่ทำให้เกิดโรคมะเร็งได้อย่างไร จึงต้องมีการศึกษาเรื่องนี้ในห้องปฏิบัติการ เช่น การทดลองให้สัตว์ทดลองได้รับสารเคมีจากบุหรี่ เพื่อให้เห็นกระบวนการเกิดมะเร็งจากการสูบบุหรี่ แบบนี้จึงเรียกว่า ข้อมูลในเชิง เพราะมีเหตุจึงมีผล</p>



<h2>&nbsp;<strong>ซีรีย์สัมมนาชุด “ความเหลื่อมล้ำหลากมิติ”: “ความเหลื่อมล้ำในมิติเพศสภาพ”&nbsp;</strong></h2>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="441" height="294" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติเพศ.jpg" alt="" class="wp-image-253" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติเพศ.jpg 441w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติเพศ-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 441px) 100vw, 441px" /></figure></div>



<p>สัมมนาครั้งที่ 5 หัวข้อ “ความเหลื่อมล้ำในมิติเพศสภาพ” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2562 โดยมี ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท จากสมาคมเพศวิถีศึกษา และ ดร.เนื้อแพร เล็กเฟื่องฟู อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากร โดย ดร.วราภรณ์ กล่าวถึงตัวชี้วัดความเท่าเทียมทางเพศทั้งห้าแบบ อันประกอบไปด้วยตัวชี้วัดทางสังคม การเมือง การศึกษา สุขภาพ และสังคมวัฒนธรรม ตัวอย่างเช่น ตัวชี้วัด Gender Inequality Index ขององค์การสหประชาชาติ กระนั้นความเหลื่อมล้ำทางวัฒนธรรมด้านเพศถูกละเลยโดยตัวชี้วัดสากล การมองมิติเพศสภาพควรมองอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นประเด็น Cross-cutting การกดทับของความไม่เท่าเทียม และความหลากหลายทางเพศ วิทยากล่าวถึงกรอบที่สังคมวางไว้สำหรับแต่ละเพศ ซึ่งมีทั้งมาตรฐานความเป็นหญิง ความเป็นชาย และยังมีการตัดสินกีดกันคนข้ามเพศ&nbsp; ในมิติด้านความรุนแรงพบว่าวัฒนธรรมด้านเพศส่งต่อความรุนแรงบนพื้นฐานเพศ เช่นทัศนคติยอมรับความรุนแรงทางเพศและการยอมรับสืบทอดให้ความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ ความรุนแรงทางเพศส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพของผู้ถูกกระทำและระบบเศรษฐกิจ ซึ่งต้องใช้ถึง 3.7 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมลรวมประชาชาติในการแก้ปัญหา ปัจจุบันยังไม่มีศูนย์ที่บูรณาการการบริการเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ต่อไป ดร.เนื้อแพร บรรยายถึงความไม่เท่าเทียมทางเพศในตลาดแรงงานและระบบการศึกษา โดยมีข้อสรุปสำคัญว่า การศึกษาภาคบังคับยังมีช่องว่างทางการศึกษา มีผู้หญิงมากกว่าในการศึกษาสายสามัญ ในขณะที่สายอาชีวะมีจำนวณผู้หญิงน้อยกว่า การเสียโอกาสทางการศึกษาเกิดขึ้นเมื่อผู้หญิงลาออกจากสถานศึกษาเพราะท้องก่อนแต่ง และโดนโรงเรียนขอให้ลาออก เป็นการตัดโอกาสการเรียนซึ่งจะส่งผลกระทบในปลายชีวิต การศึกษาพบว่าผู้ชายทำงานมากกว่าผู้หญิง แต่ไม่ชัดเจนว่าเนื่องด้วยการตัดสินใจของผู้หญิงเองหรือเพราะข้อจำกัดบางอย่าง สำหรับผู้หญิงที่แต่งงานแล้วช่องว่างของการเข้าสู่ตลาดแรงงานอยู่ที่ 30% ในประกาศหางานพบการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจนในบางอาชีพ โดยงานที่ประกาศรับสมัครเพศหญิงเท่านั้น ตั้งค่าจ้างต่ำกว่าแบบอื่น 4.5%<br></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/248/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชุดสัมมนา &#8220;ขยับ เขย่า แนวคิดการพัฒนา วิเคราะห์วิพากษ์การพัฒนาจากมุมมองของนักคิดร่วมสมัย&#8221;</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/236</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/236#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Jul 2019 17:58:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[News & Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=236</guid>

					<description><![CDATA[ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) ได้ร่วมมือกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดซีรี่ย์สัม...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) ได้ร่วมมือกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดซีรี่ย์สัมมนา Thammasat Resolution Talk “ตั้งโจทย์-ตอบอนาคต: วาระการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง” โดยจัดสัมมนาขึ้นทั้งหมด 7 ครั้ง  ร่วมจัดโดย ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</p>



<h3><strong>ชุดสัมมนา &#8220;ขยับ เขย่า แนวคิดการพัฒนา วิเคราะห์วิพากษ์การพัฒนาจากมุมมองของนักคิดร่วมสมัย&#8221; ครั้งที่ 1 ในหัวข้อ &#8220;Development Economics Reconsidered: from a Gandhian Viewpoint&#8221;&nbsp;</strong></h3>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="470" height="312" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Gandhian.png" alt="" class="wp-image-237" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Gandhian.png 470w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Gandhian-300x199.png 300w" sizes="(max-width: 470px) 100vw, 470px" /></figure></div>



<p>เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2561 เวลา 13.30 น. &#8211; 15.30 น. ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดสัมมนาหัวข้อ &#8220;Development Economics Reconsidered: from a Gandhian Viewpoint&#8221; โดย Professor Kazuya Ishii, Faculty of Law, Kagawa University, Japan ที่ห้องประชุมใหญ่ชั้น 5 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์&nbsp;</p>



<h3><strong>ชุดสัมมนา </strong><strong>ขยับ เขย่า แนวคิดการพัฒนา วิเคราะห์วิพากษ์การพัฒนาจากมุมมองของนักคิดร่วมสมัย ครั้งที่ 2 “ยังมีความหมาย: แนวคิดเรื่องชุมชนของ Elinor Ostrom กับเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21”</strong></h3>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="251" height="174" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Elinor.jpg" alt="" class="wp-image-238"/></figure></div>



<p>เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2561 เวลา 13.30 น. &#8211; 15.30 น. ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดสัมมนาหัวข้อ “ยังมีความหมาย: แนวคิดเรื่องชุมชนของ Elinor Ostrom กับเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21” โดย อ.ชล บุนนาค อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ ห้องประชุม 60 ปี 2 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สัมมนาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัมมนาชุด &#8220;ขยับ เขย่า แนวคิดการพัฒนา วิเคราะห์วิพากษ์การพัฒนาจากมุมมองของนักคิดร่วมสมัย&#8221; ร่วมจัดโดย ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</p>



<p>งานสัมมนาครั้งนี้เอาแนวคิดของ Elinor Ostrom ผู้ชนะรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2009 ที่เกี่ยวข้องกับชุมชนและการจัดการทรัพยากรร่วมโดยชุมชนผู้ใช้ทรัพยากรเอง Ostrom ได้ท้าทายความเชื่อเดิมที่ว่า การจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพนั้น ทำได้โดยตลาดและรัฐเท่านั้น อ.ชล บุนนาค ได้ชี้ให้เห็นถึวภาพรวมของงานของ Ostrom แล้วจึงอธิบายเจาะลงไปถึงข้อเสนอที่สำคัญของเธอที่เกี่ยวข้องกับการอธิบายการจัดการทรัพยากรร่วมของชุมชนผู้ใช้ทรัพยากร และอธิบายขยายความเกี่ยวข้องเกี่ยวกับหลัก Design Principles อันเป็นผลลัพธ์จากการสรุปบทเรียนที่เกี่ยวกับคุณลักษณะของกติกาในการจัดการทรัพยากรร่วมจากกรณีศึกษาทั่วโลก</p>



<p>แม้ว่าสถานการณ์ของโลกจะเปลี่ยนไปและทำให้ชุมชนตามความเข้าใจทั่วไปของสังคมลดขนาดและ/หรือเปลี่ยนรูปแบบไป แต่ข้อเสนอของ Ostrom ก็ยังประยุกต์ใช้ได้อยู่บ้างหากโจทย์ของการจัดการทรัพยากรนั้นอยู่ในบริบทของการจัดการทรัพยากรร่วม (หรือสินค้าบริการแบบอื่น) โดยผู้้ทรัพยากรเออง ในขณะเดียวกัน ความท้าทายอื่น ๆ ในโลกที่ซับซ้อนขึ้นและเชื่อมโยงกับหลายระดับโดยเฉพาะระดับภูมิภาคและระดับโลกอาจทำให้แนวคิดของ Ostrom ไม่สามารถประยุกต์ใช้ได้โดยตรงเนื่องจากข้อเสนอหลักของเธออยู่บนฐานของบริบทระดับชุมชน แต่แนวคิดนี้ก็ได้ถูกนักวิชาการในแขนงอื่นนำไปใช้พัฒนาแนวคิดและข้อเสนอทางนโยบายในการจัดการสิ่งแสดล้อมและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อไปด้วย</p>



<h3><strong>ซีรี่ส์สัมมนา “ขยับ-เขย่า แนวคิดการพัฒนา วิเคราะห์วิพากษ์การพัฒนาจากมุมของนักคิดร่วมสมัย” ครั้งที่ 3: “Joseph Stiglitz กับความเหลื่อมล้ำที่เราเลือกได้”</strong></h3>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" width="640" height="438" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Stiglitz.jpg" alt="" class="wp-image-239" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Stiglitz.jpg 640w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Stiglitz-300x205.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure>



<p>สัมมนาครั้งที่ 3 ในหัวข้อ “Joseph Stiglitz กับความเหลื่อมล้ำที่เราเลือกได้” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 นำเสนอโดย คุณสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ นำเสนอถึงแนวคิดและข้อเสนอของ Joseph Stiglitz ต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดย Stiglitz ได้ฉายภาพให้เห็นข้อเท็จจริงที่น่าหดหู่เกี่ยวกับเศรษฐกิจอเมริกันบางประการ ดังนี้ การเติบโตของรายได้ในสหรัฐอเมริกาในช่วงไม่นานมานี้ หลัก ๆ เกิดขึ้นในกลุ่มคนที่รวยที่สุด 1 เปอร์เซ็นต์ของการกระจายรายได้ทั้งหมด อันนำมาสู่ความเหลื่อมล้ำถ่างกว้างขึ้น และความเหลื่อมล้ำปรากฎชัดไม่เฉพาะแต่ในรายได้ แต่รวมไปถึงตัวแปรอื่นที่สะท้อนมาตรฐานการครองชีพ และความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งยิ่งแย่กว่าความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ นอกจากนี้โอกาสการเลื่อนชั้นทางรายได้ต่ำมาก ความคิดที่ว่าอเมริกาคือดินแดนแห่งโอกาสเป็นเพียงมายาคติ และยังพบว่าอเมริกามีความเหลื่อมล้ำมากกว่าประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าทุกประเทศ แต่มีความพยายามในการจัดการกับความเหลื่อมล้ำน้อยกว่า อีกทั้งความเหลื่อมล้ำยังถ่างกว้างเร็วกว่าในประเทศอื่น ๆ Stiglitz เชื่อว่าความเหลื่อมล้ำในระดับที่สูงมาก ๆ&nbsp; จะนำมาสู่ผลเสียต่อการเติบโตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และบั่นทอนระบอบประชาธิปไตย จึงนำมาสู่ข้อเสนอว่าเราควรพยายามสร้างโอกาสที่เท่าเทียม ทั้งการเติบโตของเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม และจะต้องทำให้การแข่งขันที่เป็นธรรมที่ทำให้สามารถมองเห็นและแบกรับต้นทุนภายนอกได้ นอกจากนี้ Stiglitz ยังเชื่อว่าการเมืองและโครงสร้างเชิงสถาบันเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากกลุ่มมหาเศรษฐีสามารถใช้อิทธิพลทางการเมือง เพื่อแสวงหาและรักษาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งตอกย้ำปัญหาความเหลื่อมล้ำให้เลวร้ายกว่าเดิม Stiglitz พยามยามชี้ให้เห็นว่าการจะเข้าใจว่าการจัดการกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ จำเป็นต้องเข้าใจพลังทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมที่สร้างความเหลื่อมล้ำขึ้นมาแต่แรก</p>



<h3><strong>ซีรี่ส์สัมมนา “ขยับ-เขย่า แนวคิดการพัฒนา วิเคราะห์วิพากษ์การพัฒนาจากมุมของนักคิดร่วมสมัย” ครั้งที่ 4: “</strong><strong>เผชิญหน้า-วิพากษ์: Arturo Escobar กับแนวคิดหลังการพัฒนา”</strong></h3>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="473" height="315" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Arturo.jpg" alt="" class="wp-image-240" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Arturo.jpg 473w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Arturo-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 473px) 100vw, 473px" /></figure></div>



<p>สัมมนาครั้งที่ 4 ในหัวข้อ “เผชิญหน้า-วิพากษ์: Arturo Escobar กับแนวคิดหลังการพัฒนา” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2561 นำเสนอโดย อ.ติณณภพจ์ สินสมบูรณ์ทอง อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอถึงแนวคิดของ Pablo Escobar นักมานุษยวิทยาที่นำกระแสท้าทายแนวคิดพัฒนาด้วยการใช้การวิเคราะห์ทางวาทกรรม Escobar มองวาทกรรมโลกที่สามออกจากความหมายเดิมที่ปราศจากการมีความสามารถในการพัฒนาด้วยตนเอง แนวคิดแบบหลังการพัฒนา หรือ Postdevelopment ปฏิเสธการนิยามของการพัฒนาที่ดีและทฤษฎีการพัฒนาเดิมที่ว่าด้วยการยกประเทศโลกตะวันตกเป็นแม่แบบการพัฒนา และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนองค์ความรู้เดิม โดยนำองค์ความรู้ที่มาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามานับรวมกับแนวคิดพัฒนา Escobar เชื่อว่าวาทกรรมการพัฒนาคงอยู่ได้จาก (1) การสร้าง ‘ความผิดปกติ’ เช่นการด้อยพัฒนา ซึ่งเป็นสิ่งที่รอคอยการปรับปรุง (2) การทำให้การพัฒนาเป็นเรื่องอาชีพ โดย Escobar เชื่อว่าองค์ความรู้การพัฒนาถูกนำมาใช้ในการผลิตปัญหาที่ต้องมีการศึกษาและแก้ไขของ ‘โลกที่สาม’ (3) การทำให้การพัฒนาเป็นเรื่องเชิงสถาบัน เช่นการสร้างองค์กรพัฒนาระดับประเทศอันเปลี่ยนการวิพากษ์เชิงทฤษฎีมาเป็นเครื่องมือทางเทคนิค นอกจากนี้ Escobar ได้เสนอให้มีการตั้งคำถามกับองค์ความรู้ศาสตร์ของโลกตะวันตก และท้าทายความคิดการพัฒนาในเชิงวาทกรรมและอุดมการณ์</p>



<h3><strong>ซีรี่ส์สัมมนา “ขยับ-เขย่า แนวคิดการพัฒนา วิเคราะห์วิพากษ์การพัฒนาจากมุมของนักคิดร่วมสมัย” ครั้งที่ 5: “MIT Povery Lab กับกุญแจวิเศษของการพัฒนา”</strong></h3>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" width="640" height="427" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/MIT-pov-lab.jpg" alt="" class="wp-image-241" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/MIT-pov-lab.jpg 640w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/MIT-pov-lab-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure>



<p>สัมมนาครั้งที่ 5 ในหัวข้อ “MIT Povery Lab กับกุญแจวิเศษของการพัฒนา” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2561 นำเสนอโดย ผศ.ดร.ชญานี ชวะโนทย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอถึง MIT Poverty Lab และเครือข่ายวิจัยที่ได้ทำการศึกษาทางด้านนโยบาย anti-poverty และเล่าถึงการทำความเข้าใจคนจนในมุมมองใหม่ เพื่อการออกแบบนโยบายที่ได้ผล โดยในมุมมองของ J-Pal มองว่า คนจน คือ กลุ่มคนที่มีความจำกัดทั้งการเข้าถึงทั้งข้อมูลและทรัพยากรด้านเงินทุน ดังนั้น การตัดสินใจของคนจนจึงไม่ได้อยู่บนเงื่อนไขเดียวกันกับคนรวยและคนชั้นกลางทั่วไป การให้ความช่วยเหลือคนจนจำเป็นต้องคำนึงถึงข้อจำกัดว่าคนจนมักจะขาดการเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญ การให้ข้อมูลแก่คนจนจะต้องง่ายแก่การทำความเข้าใจและน่าเชื่อถือ พร้อมทั้งหากต้องการใช้นโยบายที่ต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมจะต้องทำให้ง่ายและทำได้ทันที นอกจากนี้การช่วยปรับความคาดหวังในชีวิตยังมีส่วนช่วยให้เขาปรับพฤติกรรมและการตัดสินใจที่นำไปสู่ความสำเร็จที่ดีขึ้นได้ จากผลงานของ Banerjee และ Duflo พบว่าจำเป็นจะต้องมีงานวิจัยภาคสนามที่มีข้อมูลที่มีคุณภาพมากกว่าข้อมูลปัจจุบัน และต้องมีโครงการวิจัยแบบมดลองโดยการออกแบบการทดลองขนาดใหญ่เพื่อทดสอบว่าทฤษฎีทางแก้ไขทฤษฎีใดถูกต้อง (randomized controlled trials)</p>



<h3><strong>ซีรี่ส์สัมมนา “ขยับ-เขย่า แนวคิดการพัฒนา วิเคราะห์วิพากษ์การพัฒนาจากมุมของนักคิดร่วมสมัย” ครั้งที่ 6: “ค้นหาความหมายของชีวิตที่ดีกับ Amartya Sen”</strong></h3>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="522" height="348" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Amartya.jpg" alt="" class="wp-image-242" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Amartya.jpg 522w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Amartya-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 522px) 100vw, 522px" /></figure></div>



<p>สัมมนาครั้งที่ 6 ในหัวข้อ “ค้นหาความหมายของชีวิตที่ดีกับ Amartya Sen” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2562 นำเสนอโดย ดร.ธร ปีติดล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอถึงการค้นหาความหมายของชีวิตที่ดีตามแนวคิดของ Amartya Sen โดยได้กล่าวถึงหนังสือสองเล่ม คือ Development as Freedom กับ The Idea of Justice ในหนังสือเรื่อง Development as Freedom กล่าวว่าชีวิตที่ดีคือการที่เรามีเสรีภาพที่จะทำให้เราได้มาซึ่งสิ่งที่เราคิดว่าดี เนื่องจากคนแต่ละคนให้ความหมายของชีวิตที่ดีแตกต่างกัน ดังนั้นเสรีภาพจะช่วยให้คนแต่ละคนไปถึงเป้าหมายที่ตัวเองให้ความสำคัญได้ นอกจากนี้เสรีภาพยังช่วยทำให้การวัดผลการพัฒนาดีขึ้น&nbsp; เนื่องจากทำให้เราสามารถมองเห็นแง่มุมต่าง ๆ ที่เราจะสามารถพัฒนาได้กว้างขึ้นช่วยให้เกิดการพัฒนามีประสิทธิภาพมากขึ้น เซนพูดเสมอว่าการสร้างกฎเกณ์ที่เป็นธรรมเราจำเป็นจะต้องพิจารณามิติกับนัยยะพร้อมกัน ซึ่งมิติคือกฎเกณฑ์และนัยยะคือผลลัพธ์ เราไม่ควรพิจารณาเพียงแค่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่สนใจกระบวนการที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ นอกจากนี้ยังได้อธิบายถึงหลัก Capability Approach ซึ่งเป็นกรอบที่สามารถมาอธิบายการพัฒนาชีวิตที่ดีได้ เซนกล่าวว่าเราไม่ควรระบุสิ่งที่ควรเป็นให้กับผู้อื่น แต่ควรให้ประชาชนเลือกเองว่าคุณภาพชีวิตที่ดีคืออะไรและควรพิจารณาคุณภาพชีวิตที่ดีในหลาย ๆ ด้านพร้อมกัน นอกจากนี้ยังได้อธิบายอีกว่าความเหลื่อมล้ำมีลักษณะคล้ายกับความยากจนที่มีความเกี่ยวข้องกับโอกาสในการเข้าถึงและระบอบประชาธิไตยมีความสำคัญในกระบวนการพัฒนาเนื่องจากทำให้เกิดการถกเถียงเรื่องสิ่งที่เราจะสร้างคุณค่าเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่คนในสังคมต้องการ</p>



<h3><strong>ซีรี่ส์สัมมนา “ขยับ-เขย่า แนวคิดการพัฒนา วิเคราะห์วิพากษ์การพัฒนาจากมุมของนักคิดร่วมสมัย” ครั้งที่ 7: “สัมมนา ทบทวนการพัฒนาด้วยชาติพันธุ์นิพนธ์ของ David Mosse”</strong></h3>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" width="640" height="427" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/David-Mosse.jpg" alt="" class="wp-image-243" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/David-Mosse.jpg 640w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/David-Mosse-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure>



<p>สัมมนาครั้งที่ 7 ในหัวข้อ “ทบทวนการพัฒนาด้วยชาติพันธุ์นิพนธ์ของ David Mosse” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562นำเสนอโดย ผศ.ดร.จักรกริช สังขมณี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำเสนอถึงการทบทวนการพัฒนาด้วยชาติพันธุ์นิพนธ์ของ David Mosse โดย David Mosse เป็นผู้สนใจในเรื่องวรรณะ ศาสนา การเคลื่อนไหวในสังคม และการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศ David Mosse เอาแนวคิดเรื่องการศึกษากล่องดำมาใช้ในการศึกษากระบวนการพัฒนา ซึ่งการศึกษากล่องดำของการพัฒนาคือการศึกษากลุ่มคนที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาโครงการพัฒนาต่าง ๆ โดย David Mosse เปลี่ยนแนวคิดจาก Anthropology of development&nbsp; เป็น Anthropology in development&nbsp; ซึ่งเป็นแนวคิดที่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในโครงการพัฒนาต่าง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่สังเกตการพัฒนาเท่านั้น แต่เป็นการเข้าไปทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งในโครงการพัฒนา หลังจากนั้น David Mosse ได้เขียนงานออกมาชิ้นหนึ่งซึ่งพูดถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในโครงการพัฒนา David Mosse พบว่ากลุ่มคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทุกคนมีความคิดในมุมของตัวเอง เช่น นักเศรษฐศาสตร์จะให้ความสำคัญในด้านต้นทุนและผลลัพธ์ เป็นต้น ทำให้ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านในโครงการพัฒนาหนึ่งๆ แตกต่างกัน นอกจากนี้ David Mosse ยังอธิบายต่ออีกว่า expert community เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิด political agenda ก่อนที่จะปรับ political agenda ให้เป็น policy ซึ่ง policy มีความเกี่ยวข้องกับการเมืองสูง จากนั้นจึงปรับ policy ให้เป็น technical model ก่อนที่จะนำไปปฏิบัติจริง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่ใช้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ แต่อย่างไรก็ตามกระบวนการเหล่านี้ท้ายที่สุดแล้วการพัฒนายังคงสามารถดำรงอยู่ได้ตราบเท่าที่เราสามารถดึงเอา political support และ resource เข้ามาสู้โครงการพัฒนาได้&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/236/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>งานสัมมนาจับตาเศรษฐกิจไทย 2562: รวยกระจุก จนกระจาย</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/232</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/232#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Jul 2019 17:32:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[News & Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=232</guid>

					<description><![CDATA[เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ได้จัดงานสัมมนาพิเศษก้าวเข้าสู่ 70 ปี เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 3 ร่วมกับ Thammasat Economic Focus ครั้งที่ 15 หัวข้อ “จับตาเศรษฐกิจไทย 2562: รวยกระจุก จนกระจาย?” ร่วมเสวนาโดย ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ, คุณกนิษฐ เมืองกระจ่าง, ผศ.ดร.เฉลิมพงษ์ คงเจริญ และ อ.ดร.กิตติชัย แซ่ลี้ ได้กล่าวว่าปัจจัยเสี่ยงในปี 2562 ที่จะต้องจับตามองได้แก่ (1) ผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน (2) แนวโน้มการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศพัฒนาแล้ว (3) ความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา และการเจรจา Brexit ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกและต่อเนื่องมายังการส่งออก ของไทย (4) การเลือกตั้งของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เป็นความเสี่ยงภายในที่กระทบต่อการบริโภคและการลงทุน ของภาคเอกชน (5) การลงทุนภาครัฐไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ซึ่งการลงทุนภาครัฐในปีที่ผ่านมามีการเบิกจ่ายที่ล่าช้า [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" width="640" height="427" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/รวยกระจุก.jpg" alt="" class="wp-image-233" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/รวยกระจุก.jpg 640w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/รวยกระจุก-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure>



<p>เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ได้จัดงานสัมมนาพิเศษก้าวเข้าสู่ 70 ปี เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 3 ร่วมกับ Thammasat Economic Focus ครั้งที่ 15 หัวข้อ “จับตาเศรษฐกิจไทย 2562: รวยกระจุก จนกระจาย?” ร่วมเสวนาโดย ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ, คุณกนิษฐ เมืองกระจ่าง, ผศ.ดร.เฉลิมพงษ์ คงเจริญ และ อ.ดร.กิตติชัย แซ่ลี้ ได้กล่าวว่าปัจจัยเสี่ยงในปี 2562 ที่จะต้องจับตามองได้แก่ (1) ผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน (2) แนวโน้มการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศพัฒนาแล้ว (3) ความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา และการเจรจา Brexit ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกและต่อเนื่องมายังการส่งออก ของไทย (4) การเลือกตั้งของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เป็นความเสี่ยงภายในที่กระทบต่อการบริโภคและการลงทุน ของภาคเอกชน (5) การลงทุนภาครัฐไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ซึ่งการลงทุนภาครัฐในปีที่ผ่านมามีการเบิกจ่ายที่ล่าช้า กว่าแผนค่อนข้างมาก (6) การขยายตัวของหนี้ครัวเรือนที่ค่อนข้างสูงอาจจะส่งผลต่อการใช้จ่ายของภาคเอกชน การปรับตัวขึ้นของเศรษฐกิจที่ผ่านมา เกิดขึ้นจากแรงสนับสนุนของสาขาทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ซึ่งมีการใช้ปัจจัย การผลิตแรงงานและทุนในสัดส่วนที่แตกต่างกัน ดังนั้น ผลกระทบที่เกิดต่อปัจจัยการผลิตย่อมแตกต่างกัน หากพิจารณา โครงสร้างทางเศรษฐกิจ จะพบว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะก่อให้เกิดประโยชน์กับเจ้าของปัจจัยทุนประมาณสองเท่า ของปัจจัยแรงงาน และถ้าหากพิจารณาด้วยการแบ่งชั้นครัวเรือนตามรายได้จะพบว่า ครัวเรือนกลุ่มที่มีรายได้สูงสุด 10% จะได้รับผลประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจกว่าครัวเรือนที่มรายได้ตำ่กว่า หรือที่มักจะเรียกกันว่า รวย กระจุก จนกระจาย ดังนั้น เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ดังกล่าว รัฐบาลควรมีมาตรการในการกระจายรายได้ ให้กับครัวเรือนที่ยากจน</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/232/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชุดงานสัมมนา Thammasat Resolution Talk “ตั้งโจทย์-ตอบอนาคต: วาระการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง”</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/210</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/210#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Jul 2019 17:11:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[News & Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=210</guid>

					<description><![CDATA[ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) ได้ร่วมมือกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดซีรี่ย์สัมมนา Thammasat Resolution Talk “ตั้งโจทย์-ตอบอนาคต: วาระการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง” โดยจัดสัมมนาขึ้นทั้งหมด 3 ครั้ง ภายใต้โจทย์สำคัญ 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ, การกระจายอำนาจและปฎิรูปราชการ และการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน โดยได้รับความร่วมมือจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในแวดวงวิชาการและผู้เชี่ยวชาญนอกวงวิชาร่วมพูดคุยหารือในประเด็นดังกล่าว สัมมนา Thammasat Resolution Talk “ตั้งโจทย์-ตอบอนาคต: วาระการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง” ในหัวข้อ “การกระจายอำนาจและการ ปฏิรูประบบราชการ” สัมมนาในหัวข้อ “การกระจายอำนาจและการปฏิรูประบบราชการ” จัดขึ้นเมื่อ 13 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา วิทยากรประกอบด้วย ผศ.ดร. วสันต์ เหลืองประภัสร์ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ผศ.ดร. อรทัย ก๊กผล จาก สถาบันพระปกเกล้า, รศ.ดร. อภิชาต สถิตนิรามัย จากศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม และพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) ได้ร่วมมือกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดซีรี่ย์สัมมนา Thammasat Resolution Talk “ตั้งโจทย์-ตอบอนาคต: วาระการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง” โดยจัดสัมมนาขึ้นทั้งหมด 3 ครั้ง ภายใต้โจทย์สำคัญ 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ, การกระจายอำนาจและปฎิรูปราชการ และการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน โดยได้รับความร่วมมือจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในแวดวงวิชาการและผู้เชี่ยวชาญนอกวงวิชาร่วมพูดคุยหารือในประเด็นดังกล่าว</p>



<h2><strong>สัมมนา Thammasat Resolution Talk “ตั้งโจทย์-ตอบอนาคต: วาระการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง” ในหัวข้อ “การกระจายอำนาจและการ ปฏิรูประบบราชการ”</strong></h2>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" width="728" height="485" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/S__3915785-728x485.jpg" alt="" class="wp-image-211" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/S__3915785-728x485.jpg 728w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/S__3915785-728x485-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 728px) 100vw, 728px" /></figure>



<p>สัมมนาในหัวข้อ “การกระจายอำนาจและการปฏิรูประบบราชการ” จัดขึ้นเมื่อ 13 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา วิทยากรประกอบด้วย ผศ.ดร. วสันต์ เหลืองประภัสร์ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ผศ.ดร. อรทัย ก๊กผล จาก สถาบันพระปกเกล้า, รศ.ดร. อภิชาต สถิตนิรามัย จากศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม และพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา จังหวัดยะลา ได้ร่วมพูดคุยถึงสถานการณ์ปัญหาปัจจุบันของประเทศไทย โดยเปรียบกับ “ปิรามิดสามเหลี่ยมมที่แตกกระจาย” เนื่องจากประเทศไทยกำลังประสบอยู่ในภาวะติดกับดัก 3 แพร่ง คือ กับดักความเหลื่อมล้ำ กับดักอำนาจนิยม และกับดักรายได้ปานกลาง ในขณะที่ยังคงขาดประสิทธิผลในการแก้ไขปัญหา เนื่องมาจากการรวมศูนย์อำนาจของรัฐแบบไร้เอกภาพ ทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายบังคับใช้กฎหมายแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้ และมองว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีส่วนสถาปนาให้เกิดรัฐราชการที่รวมศูนย์ ในขณะที่พลังทางสังคมเติบโตขึ้นมาก ดังนั้น การปฏิรูประบบราชการและการกระจายอำนาจขนาดใหญ่ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเกิดพลังทางสังคมในวงกว้างและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่จนสามารถบังคับให้รัฐต้องรับผิดต่อประชาชน และจำเป็นจำต้องเน้นการแก้ปัญหาเกี่ยวกับสัมพันธภาพของทั้ง 3 ฝ่ายคือส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ร่วมมือกันหาทางออกในการจัดแบ่งบทบาทและอำนาจหน้าที่ให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน</p>



<h2><strong>สัมมนา Thammasat Resolution Talk “ตั้งโจทย์-ตอบอนาคต: วาระการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง” ในหัวข้อ “การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ”</strong></h2>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" width="700" height="466" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/การสัมมนาแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ2.jpg" alt="" class="wp-image-213" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/การสัมมนาแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ2.jpg 700w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/การสัมมนาแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ2-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 700px) 100vw, 700px" /></figure>



<p>สัมมนาในหัวข้อ “การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา โดยมีวิทยากรประกอบ ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล จากศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำนโยบายสังคม, จักรชัย โฉมทองดี จากองค์กร Oxfam และ รศ.ดร.นอลน้อย ตรีรัตน์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทั้ง 3 ท่าน ได้เล่าถึงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยในแง่มุมต่าง ๆ ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้และทรัพย์สิน ความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาและสาธารณสุข และความเหลื่อมล้ำในระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นอกจากนี้ยังได้เสนอถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทยอย่างยาวนาน คือ อำนาจทางการเมืองและการจัดสรรทรัพยากรที่สัมพันธ์กัน ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างเศรษฐกิจและการผูกขาด ปัญหาเรื่องการขาดแคลนที่ดินทำกินของคนกลุ่มล่าง และการสืบทอดมรดก ที่ขาดกลไกที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่ฐานะระหว่างรุ่น รวมทั้ง ทั้ง 3 วิทยากาได้เสนอถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาว่าว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะภาครัฐจะต้องมีมาตราการด้านรายจ่ายที่มีประสิทธิภาพต่อสวัสดิการสังคม และต้องมีจัดงบให้กับโรงเรียนลักษณะพิเศษเพื่อความเท่าเทียมด้านคุณภาพการศึกษา ด้านประกันสังคมควรหาทางทำให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาควรแก้ไขจุดอ่อนเพื่อจัดการกับการเลี่ยงภาษี และขยายฐานภาษีให้ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นเงินได้แบบไหนก็ควรให้เสียในอัตราเดียวกันด้วยการเก็บภาษีแบบบูรณาการ เรื่องการกระจายอำนาจก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ องค์กรส่วนถิ่นควรเพิ่มทั้งอำนาจทางการเมืองและการคลังเพื่อสะดวกในการดูแลปัญหาของท้องถิ่น รวมทั้งควรมีการรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดิน</p>



<h2><strong>สัมมนา Thammasat Resolution Talk “ตั้งโจทย์-ตอบอนาคต: วาระการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง” ในหัวข้อ “การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น”</strong></h2>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" width="1024" height="683" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/46785918552_431729cf2d_b-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-217" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/46785918552_431729cf2d_b.jpg 1024w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/46785918552_431729cf2d_b-300x200.jpg 300w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/46785918552_431729cf2d_b-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในหัวข้อ “การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา ร่วมเสวนาโดย บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร, วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ บรรณาธิการที่ปรึกษานิตยสารสารคดี. ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทั้ง 4 ท่าน มีความเห็นร่วมกันว่า ระบบการตรวจสอบเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น เนื่องมาจากว่าที่ผ่านมา อุปสรรคของการแก้ปัญหาคอร์รัปชันในสังคมไทยคือการขาดวัฒนธรรมการแสดงความรับผิดชอบ (Accountability) ของผู้มีอำนาจ ทำให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ผล ดังนั้นการแก้คอร์รัปชันได้ดีขึ้น จำเป็นจะต้องมีระบบที่โปร่งใส สังคมเข้าถึงข้อมูลข้อเท็จจริงได้ง่าย เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายร่วมตรวจสอบ พร้อมทั้งเสนอให้นำบทเรียนจากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันมาปรับใช้ การผนึกกำลังระหว่างภาคประชาชน สื่อ ภาคธุรกิจ และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เปลี่ยนระบบการเมืองเศรษฐกิจให้โปร่งใสและลดการผูกขาด เนื่องจากการผนึกกำลังระหว่างภาคประชาชน สื่อ ภาคธุรกิจ และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เปลี่ยนระบบการเมืองเศรษฐกิจให้โปร่งใสและลดการผูกขาด และเห็นคุณค่าของการสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนกับการต่อสู้คอร์รัปชันเป็นเรื่องเดียวกัน&nbsp;<br></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/210/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สัมมนา &#8220;ความรู้และความไม่รู้ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย: มายาคติและทางออก&#8221;</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/201</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/201#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Jul 2019 17:08:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[News & Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=201</guid>

					<description><![CDATA[เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2561 ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “ความรู้และความไม่รู้ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย: มายาคติและทางออก” โดยมี ศ.สุริชัย หวันแก้ว, ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา, ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม และ ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล, คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมเป็นวิทยากร ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล เปิดเผยถึงความเหลื่อมล้ำด้านทรัพย์สินของประเทศไทยว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาความเหลื่อมล้ำทางด้านทรัพย์สินของประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่สูงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการถือครองที่ดินหรือทรัพย์สินทางการเงิน และเสนอแนะว่านโยบายที่จะลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ นอกจากจะใช้นโยบายทางด้านรายได้แล้ว จะต้องมีนโยบายที่เน้นไปที่การกระจายการถือครองทรัพย์สินให้มีความเป็นธรรมมากขึ้นด้วย จึงจะสามารถลดความเหลื่อมล้ำได้ ศ.สุริชัย หวันแก้ว กล่าวถึงประเด็นถกเถียงกรณีปัญหาเหลื่อมล้ำที่มองคนที่ไม่ประสบความสำเร็จเป็นปัญหาปัจเจก ศ.สุริชัย หวันแก้ว เสนอว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำต้องคำนึงถึงมุมมองเรื่องทางเลือกในชีวิตของคน โครงสร้างสังคม และนโยบายที่มีผลกระทบต่อประชาชนทุกคนด้วย นอกจากนี้ยังเสนอให้ภาควิชาการทำงานร่วมกันให้หนักขึ้นเพื่อทำให้สังคมเห็นภาพปัญหาเชิงโครงสร้างได้ชัดเจน ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา กล่าวถึงประเด็นการเปรียบเทียบความเหลื่อมล้ำด้วยดัชนีต่าง ๆ เช่นค่าสัมประสิทธิ์จีนีและดัชนีการพัฒนามนุษย์ (HDI) นอกจากนี้ ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา ยังเสนอแนวทางการลดความเหลื่อมล้ำด้วยการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ การกระจายอำนาจเพื่อสร้างความรู้ที่หลากหลาย และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" width="640" height="480" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Solving_The_Mystery_of_Inequality_Forum_20181228_05-1.jpg" alt="" class="wp-image-208" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Solving_The_Mystery_of_Inequality_Forum_20181228_05-1.jpg 640w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Solving_The_Mystery_of_Inequality_Forum_20181228_05-1-300x225.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure>



<p>เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2561 ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “ความรู้และความไม่รู้ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย: มายาคติและทางออก” โดยมี ศ.สุริชัย หวันแก้ว, ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา, ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม และ ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล, คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมเป็นวิทยากร ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล เปิดเผยถึงความเหลื่อมล้ำด้านทรัพย์สินของประเทศไทยว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาความเหลื่อมล้ำทางด้านทรัพย์สินของประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่สูงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการถือครองที่ดินหรือทรัพย์สินทางการเงิน และเสนอแนะว่านโยบายที่จะลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ นอกจากจะใช้นโยบายทางด้านรายได้แล้ว จะต้องมีนโยบายที่เน้นไปที่การกระจายการถือครองทรัพย์สินให้มีความเป็นธรรมมากขึ้นด้วย จึงจะสามารถลดความเหลื่อมล้ำได้ ศ.สุริชัย หวันแก้ว กล่าวถึงประเด็นถกเถียงกรณีปัญหาเหลื่อมล้ำที่มองคนที่ไม่ประสบความสำเร็จเป็นปัญหาปัจเจก ศ.สุริชัย หวันแก้ว เสนอว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำต้องคำนึงถึงมุมมองเรื่องทางเลือกในชีวิตของคน โครงสร้างสังคม และนโยบายที่มีผลกระทบต่อประชาชนทุกคนด้วย นอกจากนี้ยังเสนอให้ภาควิชาการทำงานร่วมกันให้หนักขึ้นเพื่อทำให้สังคมเห็นภาพปัญหาเชิงโครงสร้างได้ชัดเจน ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา กล่าวถึงประเด็นการเปรียบเทียบความเหลื่อมล้ำด้วยดัชนีต่าง ๆ เช่นค่าสัมประสิทธิ์จีนีและดัชนีการพัฒนามนุษย์ (HDI) นอกจากนี้ ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา ยังเสนอแนวทางการลดความเหลื่อมล้ำด้วยการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ การกระจายอำนาจเพื่อสร้างความรู้ที่หลากหลาย และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/201/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สัมมนา “ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจว่าด้วยโลกาภิวัฒน์กับความเหลื่อมล้ำในอดีต”</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/197</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/197#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Jul 2019 17:04:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[News & Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=197</guid>

					<description><![CDATA[เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2561 ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจว่าด้วยโลกาภิวัฒน์กับความเหลื่อมล้ำในอดีต (Globalization and Inequality: A Case of Early Modern Siam)” โดย ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม งานสัมมนาครั้งนี้กล่าวถึงกลไกความเชื่อมโยงระหว่างโลกาภิวัฒน์ในอดีตตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัชการที่ 4 และโยงมาสู่นัยยะเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งเกิดข้อสรุปว่า ในอดีต ประเทศมหาอำนาจตัดสินใจครอบครองประเทศขนาดเล็กด้วยปัจจัยด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ จากนั้น ความก้าวหน้าทางการผลิตจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมส่งผลต่อการล้มเลิกระบบบังคับเกณฑ์แรงงาน โครงสร้างเชิงสถาบันในประเทศขนาดเล็กจึงเกิดการเปลี่ยนแปลง เหตุผลที่โลกาภิวัฒน์ไม่ส่งผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำในช่วงศตวรรษที่ 17 เนื่องจากการส่งต่อเทคโนโลยีและท่าทีของประเทศมหาอำนาจที่ไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างสถาบันของสยาม ในขณะที่ในศตวรรษที่ 19 โลกาภิวัฒน์ส่งผลกระทบต่อระบบบังคับเกณฑ์แรงงาน การควบคุมที่ดินและปัจจัยการผลิต จึงได้ข้อสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกทำให้การกระจุกตัวของความเหลื่อมล้ำในประเทศเล็กไม่สามารถดำรงได้ต่อไป ทั้งนี้เทคโนโลยีมีนัยยะต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นอย่างมาก การกระจายทรัพยากรทางเทคโนโลยีและความรู้อย่างเท่าเทียม โดยปราศจากการควบคุมโดยกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จึงเป็นกุญแจหลักในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในอนาคต&#160;]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" width="640" height="466" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/IMG_8964.jpg" alt="" class="wp-image-198" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/IMG_8964.jpg 640w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/IMG_8964-300x218.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure>



<p>เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2561 ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจว่าด้วยโลกาภิวัฒน์กับความเหลื่อมล้ำในอดีต (Globalization and Inequality: A Case of Early Modern Siam)” โดย ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม งานสัมมนาครั้งนี้กล่าวถึงกลไกความเชื่อมโยงระหว่างโลกาภิวัฒน์ในอดีตตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัชการที่ 4 และโยงมาสู่นัยยะเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งเกิดข้อสรุปว่า ในอดีต ประเทศมหาอำนาจตัดสินใจครอบครองประเทศขนาดเล็กด้วยปัจจัยด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ จากนั้น ความก้าวหน้าทางการผลิตจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมส่งผลต่อการล้มเลิกระบบบังคับเกณฑ์แรงงาน โครงสร้างเชิงสถาบันในประเทศขนาดเล็กจึงเกิดการเปลี่ยนแปลง เหตุผลที่โลกาภิวัฒน์ไม่ส่งผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำในช่วงศตวรรษที่ 17 เนื่องจากการส่งต่อเทคโนโลยีและท่าทีของประเทศมหาอำนาจที่ไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างสถาบันของสยาม ในขณะที่ในศตวรรษที่ 19 โลกาภิวัฒน์ส่งผลกระทบต่อระบบบังคับเกณฑ์แรงงาน การควบคุมที่ดินและปัจจัยการผลิต จึงได้ข้อสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกทำให้การกระจุกตัวของความเหลื่อมล้ำในประเทศเล็กไม่สามารถดำรงได้ต่อไป ทั้งนี้เทคโนโลยีมีนัยยะต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นอย่างมาก การกระจายทรัพยากรทางเทคโนโลยีและความรู้อย่างเท่าเทียม โดยปราศจากการควบคุมโดยกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จึงเป็นกุญแจหลักในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในอนาคต&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/197/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เวทีระดมสมองเพื่อสร้างชุมชนนโยบายด้าน Digital Transformation</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/189</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/189#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Jul 2019 16:59:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[News & Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=189</guid>

					<description><![CDATA[ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกับมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ประจําประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และโครงการอินเทอร์เน็ตศึกษา สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดเวทีระดมสมองทั้งหมด 5 ครั้ง โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาทั้งจากภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม เวทีระดมสมองเพื่อสร้างชุมชนนโยบายด้าน Digital Transformation ครั้งที่ 2 Humanizing Digital Transformation (2): Globalization, Technology, and Inequality เวทีระดมสมองครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากร คือ ผศ.ดร.พรเทพ เบญญาอภิกุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คุณ ไกลก้อง ไวทยการ ผู้ปฏิบัติงานด้านเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาสังคมสถาบันเทคโนโลยี เพื่อสังคม ดร.กมล เกียรติเรืองกมลา รองอธิการบดีฝายสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง และ ดร.ปัณณ์ อนันอภิบุตร ผู้อํานวยการส่วนนโยบายภาษีสรรพากร สํานักงานเศรษฐกิจการคลัง โดยมี ดร. ธร ปีติดล [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" width="1024" height="768" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/S__23937044-1024x768.jpg" alt="" class="wp-image-192" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/S__23937044-1024x768.jpg 1024w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/S__23937044-300x225.jpg 300w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/S__23937044-768x576.jpg 768w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/S__23937044.jpg 1478w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกับมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ประจําประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และโครงการอินเทอร์เน็ตศึกษา สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดเวทีระดมสมองทั้งหมด 5 ครั้ง โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาทั้งจากภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม</p>



<h2>เวทีระดมสมองเพื่อสร้างชุมชนนโยบายด้าน Digital Transformation ครั้งที่ 2 Humanizing Digital Transformation (2): Globalization, Technology, and Inequality</h2>



<p>เวทีระดมสมองครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากร คือ ผศ.ดร.พรเทพ เบญญาอภิกุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คุณ ไกลก้อง ไวทยการ ผู้ปฏิบัติงานด้านเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาสังคมสถาบันเทคโนโลยี เพื่อสังคม ดร.กมล เกียรติเรืองกมลา รองอธิการบดีฝายสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง และ ดร.ปัณณ์ อนันอภิบุตร ผู้อํานวยการส่วนนโยบายภาษีสรรพากร สํานักงานเศรษฐกิจการคลัง โดยมี ดร. ธร ปีติดล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้ดําเนินรายการ เสวนาในแง่มุมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง โลกาภิวัฒน์ เทคโนโลยี และความเหลื่อมล้ำ โดยมุ่งประเด็นไปที่การวิเคราะห์นัยยะต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดจาก พัฒนาการทางเทคโนโลยี และการขยายบทบาทของบริษัททั้งไทยและต่างชาติที่ใช้โอกาสจากเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมถึงกระบวนการโลกาภิวัฒน์ นอกจากนี้วงเสวนายังจะพูดคุยถึงแนวทางในการรับมือกับการ เปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยเฉพาะการปรับปรุงระบบภาษีของประเทศ</p>



<h2>เวทีระดมสมองเพื่อสร้างชุมชนนโยบายด้าน Digital Transformation ครั้งที่ 3 Humanizing Digital Transformation (3): The Future of Freedom of Expression and Challenges for Content Regulation in a Digital Age</h2>



<p><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 	</strong>เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2561 ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกับมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ประจำประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันวิจัยเพื่อการการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และโครงการอินเทอร์เน็ตศึกษา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้พูดคุยในแง่มุมเกี่ยวกับความท้าทายในการกำกับดูแลเนื้อหาในอินเทอร์เน็ตและผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความเห็น</p>



<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 	เวทีระดมสมองครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากร คือ ศ.ดร. พิรงรอง รามสูต คณะนิเทศศาสตร์ จฬุาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ตัวแทนภาควิชาการ) คณุชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (ตัวแทนภาควิชาชีพสื่อ) คณุอาทิตย์ สุริยวงศ์สกุล ผู้ปูระสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต (ตัวแทนภาคประชาสังคม) คุณมานะชัย&nbsp; บุญเอก สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ตัวแทนภาครัฐ) โดยมี วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง นักวิจัยโครงการอินเทอร์เน็ตศึกษา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย เป็นผู้ดำเนินรายการ&nbsp;	</p>



<h2>เวทีระดมสมองเพื่อสร้างชุมชนนโยบายด้าน Digital Transformation ครั้งที่ 4 Humanizing Digital Transformation (4): Globalization, Technology, and Inequality</h2>



<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 	เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2561ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกับมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ประจำประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันวิจัยเพื่อการการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และโครงการอินเทอร์เน็ตศึกษา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้พูดคุยในแง่มุมเกี่ยวกับการวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายสําคัญที่จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในการปรับปรุงการบริการภาครัฐของประเทศไทยในด้านต่างๆ ​ทั้งในด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา รวมไปถึงการสร้างบริการทางการเงินฐานราก ทั้งนี้เพื่อให้บริการเหลานี้ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมลํ้าในสังคมไทย โดยเฉพาะในชวงเวลาที่สังคมโดยรวมกําลังต้องถูกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจาก Digital Transformation</p>



<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 	เวทีระดมสมองครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากร คือ ดร.นฎา วะสี&nbsp; หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย ดร. พรรคธาดา ตรีรัตนพิทักษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ กลุ่มงาน Data Analytics ธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.สุวิทย์ บึงบัว รองผู้อำนวยการ ศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกล สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ คุณสฤณี อาชวานันทกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ป่าสาละ จำกัด โดยมี ดร.ธร ปีติดล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ</p>



<h2>เวทีระดมสมองเพื่อสร้างชุมชนนโยบายด้าน Digital Transformation ครั้งที่ 5 Humanizing Digital Transformation (5): Open Government: Towards Transparent, Participatory and Collaborative Governance</h2>



<p>เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2562 วิทยากรซึ่งนำโดย ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ผู้อํานวยการสํานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อํานวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัย เพื่อการพัฒนาประเทศไทย คุณ ไกลก้อง ไวทยการ ผู้อํานวยการสถาบันเทคโนโลยีสังคม และคุณปฏิพัทธ์ สุสําเภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเพ่นดรีม จํากัด เปิดลงเสวนากับผู้เข้าร่วมในแง่มุมเกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง “รัฐบาลเปิด” และการสร้างระบบการอภิบาลที่โปร่งใส ปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการสร้างรัฐบาลเปิดที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และการวิเคราะห์ปัญหาที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขเพื่อสร้างการอภิบาลที่ดึงการมีส่วนร่วม และสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ &nbsp;<br></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/189/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>งานเสวนาในหัวข้อ “หนึ่งความยินดีในร้อยความเศร้า: พิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำในการศึกษาไทย”</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/178</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/178#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Jul 2019 16:55:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[News & Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=178</guid>

					<description><![CDATA[&#160; &#160; &#160; &#160; เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2561 เวลา 13.30 น. &#8211; 16.30 น. ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดงานสัมมนา เรื่อง หนึ่งความยินดีในร้อยความเศร้า ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ การจัดงานสัมมนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรคือ ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ จากธนาคารโลกสำนักงานประเทศไทย ผศ.ดร.เฉลิมพงษ์ คงเจริญ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค จากสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้เข้าร่วมงานมีทั้งจากสถาบันศึกษา ตัวแทนสื่อ และบุคคลทั่วไปที่สนใจประเด็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในประเทศไทย โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า ความมั่งคั่งของครัวเรือน และ ปัจจัย long-term factor ต่าง ๆ เช่น การเลี้ยงดูเอาใจใส่ของพ่อแม่และการได้เรียนพิเศษเสริมความรู้ มีผลต่ออัตราการสมัครเข้าเรียนต่อในระดับ post-secondary และในปัจจุบันต่อให้รัฐบาลสนับสนุนปัจจัยที่ช่วยลด liquidity constraint อย่างเต็มที่ก็สามารถเพิ่มอัตราการเข้าเรียนต่อ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" width="640" height="443" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/IMG_7127.jpg" alt="" class="wp-image-181" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/IMG_7127.jpg 640w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/IMG_7127-300x208.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure>



<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;  เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2561 เวลา 13.30 น. &#8211; 16.30 น. ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดงานสัมมนา เรื่อง หนึ่งความยินดีในร้อยความเศร้า ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ การจัดงานสัมมนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรคือ ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ จากธนาคารโลกสำนักงานประเทศไทย ผศ.ดร.เฉลิมพงษ์ คงเจริญ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค จากสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้เข้าร่วมงานมีทั้งจากสถาบันศึกษา ตัวแทนสื่อ และบุคคลทั่วไปที่สนใจประเด็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในประเทศไทย โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า ความมั่งคั่งของครัวเรือน และ ปัจจัย long-term factor ต่าง ๆ เช่น การเลี้ยงดูเอาใจใส่ของพ่อแม่และการได้เรียนพิเศษเสริมความรู้ มีผลต่ออัตราการสมัครเข้าเรียนต่อในระดับ post-secondary และในปัจจุบันต่อให้รัฐบาลสนับสนุนปัจจัยที่ช่วยลด liquidity constraint อย่างเต็มที่ก็สามารถเพิ่มอัตราการเข้าเรียนต่อ post-secondary ได้มากสุดไม่เกิน 6% นอกจากนี้จำนวนโรงเรียนขนาดเล็กที่เพิ่มมากขึ้นที่สวนทางกับอัตราการเกิด ตอกย้ำปัญหาทางการศึกษาที่มีความท้าทายมากขึ้นเรื่อย ๆ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/178/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
