<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>warong</title>
	<atom:link href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/author/warong/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 06 Sep 2019 07:53:31 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.7.14</generator>
	<item>
		<title>การสำรวจและการประเมินส่วนแบ่งรายได้ของกลุ่มผู้มีรายได้สูงในประเทศไทยโดยใช้ฐานข้อมูลภาษีเงินได้</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/301</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/301#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jul 2019 04:16:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=301</guid>

					<description><![CDATA[การชี้วัดจากข้อมูลการสำรวจสภาพเศรษฐกิจและสังคมบ่งบอกว่าความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในไทยได้ขึ้นสู่จุดสูงสุดในปี 2535 และค่อย ๆ ลดระดับลงในระยะยาว โดยในปี 2558 มีค่าเท่ากับ 44.5 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี อย่างไรก็ตามได้มีผู้วิจารณ์ว่าการชี้วัดดังกล่าวอาจผิดจากความเป็นจริงเป็นอย่างมากเนื่องจากข้อจำกัดของข้อมูลดังนั้นจึงได้มีงานวิจัยที่พยายามวัดความเหลื่อมล้ำที่มุ่งเน้นไปยังกลุ่มผู้มีรายได้สูงที่คาดว่าจะเป็นแหล่งที่มาของความเหลื่อมล้ำในระยะหลัง งานวิจัยชิ้นนี้เป็นอีกความพยายามหนึ่งที่จะศึกษาสภาพความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยโดยใช้มุมมองจากความเหลื่อมล้ำในระดับบน เนื่องจากได้รับความอนุเคราะห์ให้เข้าถึงฐานข้อมูลภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผู้วิจัยจึงเลือกประมาณส่วนแบ่งรายได้ของกลุ่มคนในระดับบนโดยใช้วิธีการแทรกค่าแบบพาเรโตซึ่งเป็นวิธีการที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในงานวิจัยในประเทศต่าง ๆ ถึงแม้ว่าข้อมูลที่สมบูรณ์ยังอยู่ในช่วงของการรวบรวมแต่จากการใช้ข้อมูลเบื้องต้นที่ยังไม่ได้รับการปรับปรุงทำให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจดังนี้ ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยกำลังเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมาซึ่งเป็นภาพที่ขัดแย้งจากการชี้วัดจากการสำรวจโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้กลุ่มคนที่ได้รับผลประโยชน์อย่างมากจากการเจริญเติบโตทางเศรษกิจในช่วงเวลาดังกล่าวคือกลุ่มคนระดับบนจำนวนเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ประการต่อมาคือกลุ่มคนดังกล่าวมีส่วนแบ่งรายได้อยู่ในระดับสูงมากคือ 13%-16% ซึ่งถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ผลลัพธ์ประการสุดท้ายคือ นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในปี 2555 อาจส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำลดลงได้มาก]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>การชี้วัดจากข้อมูลการสำรวจสภาพเศรษฐกิจและสังคมบ่งบอกว่าความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในไทยได้ขึ้นสู่จุดสูงสุดในปี 2535 และค่อย ๆ ลดระดับลงในระยะยาว โดยในปี 2558 มีค่าเท่ากับ 44.5 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี อย่างไรก็ตามได้มีผู้วิจารณ์ว่าการชี้วัดดังกล่าวอาจผิดจากความเป็นจริงเป็นอย่างมากเนื่องจากข้อจำกัดของข้อมูลดังนั้นจึงได้มีงานวิจัยที่พยายามวัดความเหลื่อมล้ำที่มุ่งเน้นไปยังกลุ่มผู้มีรายได้สูงที่คาดว่าจะเป็นแหล่งที่มาของความเหลื่อมล้ำในระยะหลัง งานวิจัยชิ้นนี้เป็นอีกความพยายามหนึ่งที่จะศึกษาสภาพความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยโดยใช้มุมมองจากความเหลื่อมล้ำในระดับบน เนื่องจากได้รับความอนุเคราะห์ให้เข้าถึงฐานข้อมูลภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผู้วิจัยจึงเลือกประมาณส่วนแบ่งรายได้ของกลุ่มคนในระดับบนโดยใช้วิธีการแทรกค่าแบบพาเรโตซึ่งเป็นวิธีการที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในงานวิจัยในประเทศต่าง ๆ ถึงแม้ว่าข้อมูลที่สมบูรณ์ยังอยู่ในช่วงของการรวบรวมแต่จากการใช้ข้อมูลเบื้องต้นที่ยังไม่ได้รับการปรับปรุงทำให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจดังนี้ ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยกำลังเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมาซึ่งเป็นภาพที่ขัดแย้งจากการชี้วัดจากการสำรวจโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้กลุ่มคนที่ได้รับผลประโยชน์อย่างมากจากการเจริญเติบโตทางเศรษกิจในช่วงเวลาดังกล่าวคือกลุ่มคนระดับบนจำนวนเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ประการต่อมาคือกลุ่มคนดังกล่าวมีส่วนแบ่งรายได้อยู่ในระดับสูงมากคือ 13%-16% ซึ่งถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ผลลัพธ์ประการสุดท้ายคือ นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในปี 2555 อาจส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำลดลงได้มาก</p>



<div class="wp-block-file"><a href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/ApichatEngJun2013.pdf">ApichatEngJun2013</a><a href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/ApichatEngJun2013.pdf" class="wp-block-file__button" download>Download</a></div>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/301/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การต่อสู้ทางเศรษฐกิจการเมืองของคณะราษฎรเพื่อสร้างความเป็นธรรม</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/297</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/297#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jul 2019 04:15:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=297</guid>

					<description><![CDATA[ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 การเมืองไทยอยู่ในสภาวะไร้เสถียรภาพเป็นอย่างยิ่ง&#160; การต่อสู้-โต้ตอบทางการเมืองกลับไปกลับมาระหว่างกลุ่มผู้ปกครองเดิมกับผู้ปกครองกลุ่มใหม่นั้นเป็นไปอย่างเข้มข้นและรุนแรงตลอดช่วงเวลา 2475-2500 คำถามที่น่าสนใจจึงมีอยู่ว่า หนึ่ง ทำไมทั้งสองฝ่ายจึงมีการต่อสู้อย่างยืดเยื้อตลอดช่วงเวลา 25 ปี โดยไม่มีการประนีประนอมอย่างจริงจังเกิดขึ้น และ สอง เหตุใดทั้งสองฝ่ายจึงไม่สามารถประนีประนอมกันได้และต้องสู้กันถึงขั้นแตกหัก ทั้งที่การต่อสู้นั้นทำให้ทั้งสองฝ่ายเสียประโยชน์จากต้นทุนทางตรงที่ทั้งคู่ได้เสียไปในการต่อสู้ และจากค่าเสียโอกาส (opportunity cost) ที่เศรษฐกิจจะขยายตัวได้มากขึ้นหากการเมืองมีเสถียรภาพ งานวิจัยฉบับนี้จะมุ่งตอบคำถามทั้งสองข้อข้างต้น&#160; โดยตั้งสมมติฐานว่า แม้ฉากหน้าของการต่อสู้อย่างยืดเยื้อจะเป็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่ม “คณะเจ้า” กับกลุ่ม “คณะราษฎร” แต่สาเหตุที่แท้จริงนั้นอาจเป็นความขัดแย้งทางเศรษฐกิจอันเกิดจากความพยายามที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเป็นธรรมของคณะราษฎร ทั้งนี้งานศึกษาฉบับนี้จะศึกษาจากหลักฐานเอกสารชั้นสองในประเด็นการปฏิรูประบบภาษี การปฏิรูปที่ดิน การปฏิรูประบบกรรมสิทธิ์ระหว่างรัฐกับองค์ประมุข และการปฏิรูประบบสวัดิการสังคม (ด้านการศึกษาและการสาธารณสุข) นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในเดือนมิถุนายน 2475 จนถึงการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ในเดือนกันยายน 2500 โดยใช้กรอบทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองในสาย “rational choice” ทั้งในแบบเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 การเมืองไทยอยู่ในสภาวะไร้เสถียรภาพเป็นอย่างยิ่ง&nbsp; การต่อสู้-โต้ตอบทางการเมืองกลับไปกลับมาระหว่างกลุ่มผู้ปกครองเดิมกับผู้ปกครองกลุ่มใหม่นั้นเป็นไปอย่างเข้มข้นและรุนแรงตลอดช่วงเวลา 2475-2500 คำถามที่น่าสนใจจึงมีอยู่ว่า หนึ่ง ทำไมทั้งสองฝ่ายจึงมีการต่อสู้อย่างยืดเยื้อตลอดช่วงเวลา 25 ปี โดยไม่มีการประนีประนอมอย่างจริงจังเกิดขึ้น และ สอง เหตุใดทั้งสองฝ่ายจึงไม่สามารถประนีประนอมกันได้และต้องสู้กันถึงขั้นแตกหัก ทั้งที่การต่อสู้นั้นทำให้ทั้งสองฝ่ายเสียประโยชน์จากต้นทุนทางตรงที่ทั้งคู่ได้เสียไปในการต่อสู้ และจากค่าเสียโอกาส (opportunity cost) ที่เศรษฐกิจจะขยายตัวได้มากขึ้นหากการเมืองมีเสถียรภาพ								</p>



<p>งานวิจัยฉบับนี้จะมุ่งตอบคำถามทั้งสองข้อข้างต้น&nbsp; โดยตั้งสมมติฐานว่า แม้ฉากหน้าของการต่อสู้อย่างยืดเยื้อจะเป็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่ม “คณะเจ้า” กับกลุ่ม “คณะราษฎร” แต่สาเหตุที่แท้จริงนั้นอาจเป็นความขัดแย้งทางเศรษฐกิจอันเกิดจากความพยายามที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเป็นธรรมของคณะราษฎร ทั้งนี้งานศึกษาฉบับนี้จะศึกษาจากหลักฐานเอกสารชั้นสองในประเด็นการปฏิรูประบบภาษี การปฏิรูปที่ดิน การปฏิรูประบบกรรมสิทธิ์ระหว่างรัฐกับองค์ประมุข และการปฏิรูประบบสวัดิการสังคม (ด้านการศึกษาและการสาธารณสุข) นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในเดือนมิถุนายน 2475 จนถึงการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ในเดือนกันยายน 2500 โดยใช้กรอบทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองในสาย “rational choice” ทั้งในแบบเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/297/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มิติความเหลื่อมล้ำแนวนอนของสวัสดิการและภาษีในประเทศไทย: กรณีชั้นรายได้เดียวกันระหว่างภาคเศรษฐกิจในระบบทางการและภาคเศรษฐกิจนอกระบบทางการ</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/293</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/293#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jul 2019 04:14:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=293</guid>

					<description><![CDATA[ภาคเศรษฐกิจในระบบที่เป็นทางการหมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่มีการบันทึกรายได้รายจ่าย และรายละเอียดข้อมูลต่างๆอยู่ในระบบทางการ ซึ่งผู้ที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ จะมีข้อมูลรายได้ประจำอยู่ในระบบ มีการจ่ายเงินสมทบเข้าระบบประกันสังคม และหากรายได้ถึงระดับขั้นต่ำที่จะต้องเสียภาษี ก็จะต้องเป็นผู้เสียภาษีเงินได้ด้วย &#160; ภาคเศรษฐกิจนอกระบบที่เป็นทางการหมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่ไม่มีการบรรทุกรายได้รายจ่าย และรายละเอียดข้อมูลต่างๆอยู่ในระบบทางการ ซึ่งผู้ที่อยู่นอกระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ อาจจะมีรายได้มากหรือน้อยก็ได้ แต่ข้อมูลดังกล่าวจะไม่มีการบันทึกเข้าในระบบ และไม่มีว่าจะมีระดับรายได้เท่าใด ก็มีกฎหมายบังคับให้การจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม และไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา งานวิจัยที่ผ่านมาในประเทศไทยจำนวนมาก ได้ทำการวิเคราะห์ประเด็นความเหลื่อมล้ำแนวตั้ง (Vertical Inequality) หรือความเหลื่อมล้ำระหว่างบุคคลที่อยู่กันคนละชั้นรายได้ อันเกิดจากปัจจัยด้านสถานะเศรษฐกิจ สังคม หรือ วัฒนธรรม เป็นต้น&#160; แต่ยังมีงานวิจัยไม่มากนัก ที่ให้ความสนใจในประเด็นความเหลื่อมล้ำแนวนอน (Horizontal Inequality) หรือความเหลื่อล้ำระหว่างบุคคลที่อยู่ในชั้นรายได้เดียวกัน อันเกิดจากปัจจัยในลักษณะเดียวกันกับที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำแนวตั้ง เช่น การทำงานอยู่ในระบบและนอกระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ&#160; หรือความเหลื่อมล้ำระหว่างบุคคลในองค์กรเดียวกัน มีคุณสมบัติและรายได้ใกล้เคียงกัน แต่มีสถานะบรรจุเข้าในองค์กรที่แตกต่างกัน&#160; ปัจจุบันรัฐบาลมีการช่วยเหลือและสวัสดิการต่างๆ โดยเน้นไปที่กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย ซึงงานวิจัยที่ผ่านมา (ในหัวข้อวรรณกรรม) แสดงให้ถึงการลดความเหลื่อมล้ำในแนวตั้ง (Vertical Inequity) อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่ของความเหลื่อมล้ำแนวนอน (Horizontal Inequity) อาจพบว่าคนที่มีรายได้น้อยด้วยกัน หรือรายได้ระดับเดียวกัน หากอยู่ในระบบกลับได้รับสวัสดิการสุทธิน้อยกว่าคนที่อยู่นอกระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ&#160; ปรากฏการเช่นนี้ สะท้อนถึงช่องว่างของงานวิจัย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>		ภาคเศรษฐกิจในระบบที่เป็นทางการหมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่มีการบันทึกรายได้รายจ่าย และรายละเอียดข้อมูลต่างๆอยู่ในระบบทางการ ซึ่งผู้ที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ จะมีข้อมูลรายได้ประจำอยู่ในระบบ มีการจ่ายเงินสมทบเข้าระบบประกันสังคม และหากรายได้ถึงระดับขั้นต่ำที่จะต้องเสียภาษี ก็จะต้องเป็นผู้เสียภาษีเงินได้ด้วย &nbsp;</p>



<p>		ภาคเศรษฐกิจนอกระบบที่เป็นทางการหมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่ไม่มีการบรรทุกรายได้รายจ่าย และรายละเอียดข้อมูลต่างๆอยู่ในระบบทางการ ซึ่งผู้ที่อยู่นอกระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ อาจจะมีรายได้มากหรือน้อยก็ได้ แต่ข้อมูลดังกล่าวจะไม่มีการบันทึกเข้าในระบบ และไม่มีว่าจะมีระดับรายได้เท่าใด ก็มีกฎหมายบังคับให้การจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม และไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา</p>



<p>		งานวิจัยที่ผ่านมาในประเทศไทยจำนวนมาก ได้ทำการวิเคราะห์ประเด็นความเหลื่อมล้ำแนวตั้ง (Vertical Inequality) หรือความเหลื่อมล้ำระหว่างบุคคลที่อยู่กันคนละชั้นรายได้ อันเกิดจากปัจจัยด้านสถานะเศรษฐกิจ สังคม หรือ วัฒนธรรม เป็นต้น&nbsp; แต่ยังมีงานวิจัยไม่มากนัก ที่ให้ความสนใจในประเด็นความเหลื่อมล้ำแนวนอน (Horizontal Inequality) หรือความเหลื่อล้ำระหว่างบุคคลที่อยู่ในชั้นรายได้เดียวกัน อันเกิดจากปัจจัยในลักษณะเดียวกันกับที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำแนวตั้ง เช่น การทำงานอยู่ในระบบและนอกระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ&nbsp; หรือความเหลื่อมล้ำระหว่างบุคคลในองค์กรเดียวกัน มีคุณสมบัติและรายได้ใกล้เคียงกัน แต่มีสถานะบรรจุเข้าในองค์กรที่แตกต่างกัน&nbsp;</p>



<p>		ปัจจุบันรัฐบาลมีการช่วยเหลือและสวัสดิการต่างๆ โดยเน้นไปที่กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย ซึงงานวิจัยที่ผ่านมา (ในหัวข้อวรรณกรรม) แสดงให้ถึงการลดความเหลื่อมล้ำในแนวตั้ง (Vertical Inequity) อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่ของความเหลื่อมล้ำแนวนอน (Horizontal Inequity) อาจพบว่าคนที่มีรายได้น้อยด้วยกัน หรือรายได้ระดับเดียวกัน หากอยู่ในระบบกลับได้รับสวัสดิการสุทธิน้อยกว่าคนที่อยู่นอกระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ&nbsp; ปรากฏการเช่นนี้ สะท้อนถึงช่องว่างของงานวิจัย ที่ยังไม่ได้พิจารณาในมิติแนวนอน และยังไม่มีข้อค้นพบที่ประจักษ์ ว่านโยบายสวัสดิการและภาษี (พิจารณาแบบควบคู่กันเป็นองค์รวม) ที่ภาครัฐดำเนินการอยู่ส่งผลกระทบอย่างไรต่อความเหลื่อมล้ำระหว่างคนทำงานที่มีรายได้เท่ากันในแต่ละชั้นรายได้ แต่อยู่ในระบบกับนอกระบบเศรษฐกิจทางการ&nbsp; บั่นทอนความยินดีของคนทำงานที่จะเข้ามาอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการอย่างไร และขนาดมีผลกระทบต่อฐานภาษีเงินได้ภาครัฐอย่างไร ประเด็นนี้มีนัยยะสำคัญต่อการนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายทีเกิดความสมดุลในการพัฒนาคนและระบบเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องพิจารณาในมิติแนวนอนด้วย เพื่อให้นโยบายสามารถครอบคลุมผู้ที่มีรายได้น้อยในทุกภาคส่วนอย่างเสมอภาค</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/293/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การศึกษาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในประเทศไทย</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/290</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/290#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jul 2019 04:13:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=290</guid>

					<description><![CDATA[การจัดเก็บภาษีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในส่วนของภาษีจัดเก็บเองที่สำคัญในปัจจุบันคือ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งภาษีทั้ง 2 ประเภทนี้เป็นภาษีที่มีการจัดเก็บมาเป็นเวลานานและมีข้อบกพร่องหลายประการ ทำให้ไม่สามารถเป็นแหล่งรายได้ที่ดีให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่มีหลักเกณฑ์ที่มีมาตรฐานชัดเจนและเป็นปัจจุบัน จึงได้เกิดแนวคิดในการยกเลิกการจัดเก็บภาษีทั้ง 2 ประเภทนี้ และให้มีการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแทน โดยเป็นการจัดเก็บจากเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง บนฐานภาษีที่เป็นมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จากราคาประเมินที่เป็นปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้มีหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บที่ชัดเจน เป็นการจัดเก็บภาษีบนหลักความสามารถในการจ่าย (Ability to Pay Principle) คือใครเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาก ก็เสียภาษีมาก ใครเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างน้อย ก็เสียภาษีน้อย ใครไม่มีทีดินและสิ่งปลูกสร้างในครอบครองก็ไม่ต้องเสียภาษี และยังเป็นการจัดเก็บภาษีบนหลักผลประโยชน์ (Benefit Principle) นั่นคือ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำมาพัฒนาท้องถิ่นและให้บริการสาธารณะแก่คนในท้องถิ่น ดังนั้นผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในท้องถิ่นนั้น จึงเป็นผู้รับประโยชน์จากการพัฒนาดังกล่าว &#160; การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยมีฐานภาษีที่กว้างขึ้นกว่าการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ ดังนั้นจึงควรมีการศึกษาว่า การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง ทั้งในด้านผู้ถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในระดับมหภาค]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>	การจัดเก็บภาษีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในส่วนของภาษีจัดเก็บเองที่สำคัญในปัจจุบันคือ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งภาษีทั้ง 2 ประเภทนี้เป็นภาษีที่มีการจัดเก็บมาเป็นเวลานานและมีข้อบกพร่องหลายประการ ทำให้ไม่สามารถเป็นแหล่งรายได้ที่ดีให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่มีหลักเกณฑ์ที่มีมาตรฐานชัดเจนและเป็นปัจจุบัน จึงได้เกิดแนวคิดในการยกเลิกการจัดเก็บภาษีทั้ง 2 ประเภทนี้ และให้มีการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแทน โดยเป็นการจัดเก็บจากเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง บนฐานภาษีที่เป็นมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จากราคาประเมินที่เป็นปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้มีหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บที่ชัดเจน เป็นการจัดเก็บภาษีบนหลักความสามารถในการจ่าย (Ability to Pay Principle) คือใครเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาก ก็เสียภาษีมาก ใครเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างน้อย ก็เสียภาษีน้อย ใครไม่มีทีดินและสิ่งปลูกสร้างในครอบครองก็ไม่ต้องเสียภาษี และยังเป็นการจัดเก็บภาษีบนหลักผลประโยชน์ (Benefit Principle) นั่นคือ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำมาพัฒนาท้องถิ่นและให้บริการสาธารณะแก่คนในท้องถิ่น ดังนั้นผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในท้องถิ่นนั้น จึงเป็นผู้รับประโยชน์จากการพัฒนาดังกล่าว &nbsp;</p>



<p>	การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยมีฐานภาษีที่กว้างขึ้นกว่าการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ ดังนั้นจึงควรมีการศึกษาว่า การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง ทั้งในด้านผู้ถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในระดับมหภาค</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/290/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยโดยใช้ข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศ</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/285</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/285#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jul 2019 04:11:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=285</guid>

					<description><![CDATA[จากการที่ประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ และกระบวนการพัฒนาได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างของเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งนอกจากจะทำให้รายได้เฉลี่ยต่อประชากรสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว ดัชนีชี้ระดับการพัฒนาในหลายหมวดหมู่ก็ได้แสดงให้เห็นถึงการยกระดับที่สูงขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าดัชนีในระดับมหภาคจะแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อพิจารณาถึงการกระจายตัวของการพัฒนาจะพบว่า เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพและปริมณฑลกับจังหวัดอื่นๆ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงประกอบด้วยสองส่วนหลัก โดยในส่วนแรกมุ่งเน้นการพัฒนาระบบฐานข้อมูลในรูปแบบของข้อมูลภูมิสารสนเทศ (GIS) ซึ่งรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (เช่น สำมะโนประชากรและการเคหะ&#160; สำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม ผลสำรวจภาวะการทำงานของประชากรฯลฯ) และข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมสำรวจ ซึ่งแสดงถึงคุณสมบัติทางกายภาพของพื้นที่ โดยในปัจจุบัน ข้อมูลจากดาวเทียมได้รับการพัฒนาให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ และมีข้อได้เปรียบในด้านของความละเอียดเชิงพื้นที่และความทันสมัยของข้อมูล&#160; ในส่วนที่สองของงานวิจัย จะเป็นการนำฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศที่จัดสร้างขึ้นมาใช้วิเคราะห์ร่วมกับวิธีการคำนวณทางภูมิสถิติ (Spatial Statistics) และภูมิเศรษฐมิติ (Spatial Econometrics)&#160; ซึ่งจะเป็นแสดงให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของข้อมูลภูมิสารสนเทศและเครื่องมือวิเคราะห์ทั้งสองประเภท ซึ่งช่วยให้เห็นถึงคุณลักษณะของตัวแปรต่างๆ ในมิติเชิงพื้นที่ รวมถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดการกระจุกตัวหรือกระจายตัวของข้อมูล ดังนั้นงานวิจัยนี้จะเป็นการวางรากฐานทั้งในด้านการจัดเตรียมฐานข้อมูล และนำเสนอเครื่องมือวิเคราะห์ที่สามารถเป็นทางเลือกเพิ่มเติมในการวิเคราะห์ปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำ ซึ่งนักวิจัยอื่นๆ สามารถนำข้อมูลและเครื่องมือมาใช้ต่อยอดงานวิจัยในสาขาที่เกี่ยวข้องได้ในอนาคต&#160; &#160; เอกสารประกอบการบรรยาย วันที่ 9 กันยายน 2562 &#124; ณ ห้องกมลฤดี ชั้น ๒ โรงแรม เดอะ สุโกศล ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>จากการที่ประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ และกระบวนการพัฒนาได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างของเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งนอกจากจะทำให้รายได้เฉลี่ยต่อประชากรสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว ดัชนีชี้ระดับการพัฒนาในหลายหมวดหมู่ก็ได้แสดงให้เห็นถึงการยกระดับที่สูงขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าดัชนีในระดับมหภาคจะแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อพิจารณาถึงการกระจายตัวของการพัฒนาจะพบว่า เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพและปริมณฑลกับจังหวัดอื่นๆ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงประกอบด้วยสองส่วนหลัก โดยในส่วนแรกมุ่งเน้นการพัฒนาระบบฐานข้อมูลในรูปแบบของข้อมูลภูมิสารสนเทศ (GIS) ซึ่งรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (เช่น สำมะโนประชากรและการเคหะ&nbsp; สำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม ผลสำรวจภาวะการทำงานของประชากรฯลฯ) และข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมสำรวจ ซึ่งแสดงถึงคุณสมบัติทางกายภาพของพื้นที่ โดยในปัจจุบัน ข้อมูลจากดาวเทียมได้รับการพัฒนาให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ และมีข้อได้เปรียบในด้านของความละเอียดเชิงพื้นที่และความทันสมัยของข้อมูล&nbsp;</p>



<p>ในส่วนที่สองของงานวิจัย จะเป็นการนำฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศที่จัดสร้างขึ้นมาใช้วิเคราะห์ร่วมกับวิธีการคำนวณทางภูมิสถิติ (Spatial Statistics) และภูมิเศรษฐมิติ (Spatial Econometrics)&nbsp; ซึ่งจะเป็นแสดงให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของข้อมูลภูมิสารสนเทศและเครื่องมือวิเคราะห์ทั้งสองประเภท ซึ่งช่วยให้เห็นถึงคุณลักษณะของตัวแปรต่างๆ ในมิติเชิงพื้นที่ รวมถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดการกระจุกตัวหรือกระจายตัวของข้อมูล ดังนั้นงานวิจัยนี้จะเป็นการวางรากฐานทั้งในด้านการจัดเตรียมฐานข้อมูล และนำเสนอเครื่องมือวิเคราะห์ที่สามารถเป็นทางเลือกเพิ่มเติมในการวิเคราะห์ปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำ ซึ่งนักวิจัยอื่นๆ สามารถนำข้อมูลและเครื่องมือมาใช้ต่อยอดงานวิจัยในสาขาที่เกี่ยวข้องได้ในอนาคต&nbsp; &nbsp;</p>



<h3>เอกสารประกอบการบรรยาย </h3>



<h4>วันที่ 9 กันยายน 2562 | ณ ห้องกมลฤดี ชั้น ๒ โรงแรม เดอะ สุโกศล ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร </h4>



<div class="wp-block-file"><a href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/09/กำหนดการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ-9-กันยายน-2562-1-1.pdf">กำหนดการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ-9-กันยายน-2562-1-1</a><a href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/09/กำหนดการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ-9-กันยายน-2562-1-1.pdf" class="wp-block-file__button" download>Download</a></div>



<div class="wp-block-file"><a href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/09/รายงานความก้าวหน้า-สกว-Focus-Group-9-กันยายน-2562-_FINAL-บีบอัด.pdf">รายงานความก้าวหน้า-สกว-Focus-Group-9-กันยายน-2562-_FINAL</a><a href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/09/รายงานความก้าวหน้า-สกว-Focus-Group-9-กันยายน-2562-_FINAL-บีบอัด.pdf" class="wp-block-file__button" download>Download</a></div>



<div class="wp-block-file"><a href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/09/ภาพรวมโครงการ-สกว-Focus-Group-9-กันยายน-2562-.pdf">ภาพรวมโครงการ-สกว-Focus-Group-9-กันยายน-2562-</a><a href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/09/ภาพรวมโครงการ-สกว-Focus-Group-9-กันยายน-2562-.pdf" class="wp-block-file__button" download>Download</a></div>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/285/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การศึกษาตัวชี้วัดแนวโน้มความเหลื่อมล้ำและความกินดีอยู่ดีของครัวเรือนในประเทศไทย</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/280</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/280#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jul 2019 04:00:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=280</guid>

					<description><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำเป็นประเด็นที่ภาครัฐในประเทศต่าง ๆ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศเริ่มให้ความสนใจอย่างจริงจัง เนื่องจากความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบต่อประเทศในระยะยาว รัฐบาลไทยได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวโดยบรรจุเป้าหมายการลดความเหลื่อมล้ำเป็นยุทธศาสตร์หลักในการแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อย่างไรก็ตามความเหลื่อมล้ำที่ทางภาครัฐติดตามและประเมินผลของนโยบายจะเน้นหลักที่ความเหลื่อมล้ำของรายได้ การศึกษาและสาธารณสุข ในขณะที่ความเหลื่อมล้ำมีมิติที่ค่อนข้างกว้าง และมีความหลากหลายของตัวชี้วัด&#160; ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความตั้งใจในการศึกษาประเด็นด้านความเหลื่อมล้ำ และนำเสนอนโยบายที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในหลากหลายมิติ ทางศูนย์ฯ จำเป็นต้องมีเครื่องมือในการติดตามการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้น ในงานวิจัยนี้ นักวิจัยจะสำรวจความรู้เกี่ยวกับตัวชี้วัดด้านความเหลื่อมล้ำ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ตลอดจนฐานข้อมูลในประเทศที่จะช่วยให้นักวิจัยอื่น ๆ ในศูนย์ ตลอดจนบุคคลภายนอกได้ใช้ในการติดตามและประเมินความสำเร็จของนโยบายลดความเหลื่อมล้ำ โดยที่แนวคิดเบื้องต้นที่ทางนักวิจัยนำมาใช้ได้แก่แนวทางของ Stiglitz และคณะ (2009) Hall และคณะ (2010) และ OECD (2011) ในการพัฒนาตัวชี้วัดที่ประเมินมาตรฐานการครองชีพด้านวัตถุและความอยู่ดีกินดี นอกจากนี้งานวิจัยนี้พยายามที่จะนำเสนอการสร้างดัชนีวัดความเหลื่อมล้ำหลากมิติ (multidimensional inequality index) เพื่อใช้สะท้อนภาพรวมของความเหลื่อมล้ำ และใช้ในการประเมินผลของการดำเนินนโยบายภาครัฐต่อความเหลื่อมล้ำ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ความเหลื่อมล้ำเป็นประเด็นที่ภาครัฐในประเทศต่าง ๆ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศเริ่มให้ความสนใจอย่างจริงจัง เนื่องจากความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบต่อประเทศในระยะยาว รัฐบาลไทยได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวโดยบรรจุเป้าหมายการลดความเหลื่อมล้ำเป็นยุทธศาสตร์หลักในการแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อย่างไรก็ตามความเหลื่อมล้ำที่ทางภาครัฐติดตามและประเมินผลของนโยบายจะเน้นหลักที่ความเหลื่อมล้ำของรายได้ การศึกษาและสาธารณสุข ในขณะที่ความเหลื่อมล้ำมีมิติที่ค่อนข้างกว้าง และมีความหลากหลายของตัวชี้วัด&nbsp;</p>



<p>ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความตั้งใจในการศึกษาประเด็นด้านความเหลื่อมล้ำ และนำเสนอนโยบายที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในหลากหลายมิติ ทางศูนย์ฯ จำเป็นต้องมีเครื่องมือในการติดตามการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้น ในงานวิจัยนี้ นักวิจัยจะสำรวจความรู้เกี่ยวกับตัวชี้วัดด้านความเหลื่อมล้ำ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ตลอดจนฐานข้อมูลในประเทศที่จะช่วยให้นักวิจัยอื่น ๆ ในศูนย์ ตลอดจนบุคคลภายนอกได้ใช้ในการติดตามและประเมินความสำเร็จของนโยบายลดความเหลื่อมล้ำ โดยที่แนวคิดเบื้องต้นที่ทางนักวิจัยนำมาใช้ได้แก่แนวทางของ Stiglitz และคณะ (2009) Hall และคณะ (2010) และ OECD (2011) ในการพัฒนาตัวชี้วัดที่ประเมินมาตรฐานการครองชีพด้านวัตถุและความอยู่ดีกินดี นอกจากนี้งานวิจัยนี้พยายามที่จะนำเสนอการสร้างดัชนีวัดความเหลื่อมล้ำหลากมิติ (multidimensional inequality index) เพื่อใช้สะท้อนภาพรวมของความเหลื่อมล้ำ และใช้ในการประเมินผลของการดำเนินนโยบายภาครัฐต่อความเหลื่อมล้ำ<br></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/280/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สัมมนา “70 ปี รัฐศาสตร์-เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจการเมืองไทย”</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/255</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/255#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Jul 2019 18:18:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[News & Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=255</guid>

					<description><![CDATA[เมื่อวันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน 2562 คณะรัฐศาสตร์ได้จัดเสวนา  “มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจการเมืองไทย : กับดักหรือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” เนื่องในงานครบรอบ 70 ปี การสถาปนาคณะรัฐศาสตร์และคณะเศรษฐศาสตร์]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="540" height="341" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/70-ปี.jpg" alt="" class="wp-image-256" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/70-ปี.jpg 540w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/70-ปี-300x189.jpg 300w" sizes="(max-width: 540px) 100vw, 540px" /></figure></div>



<p>เมื่อวันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน 2562 คณะรัฐศาสตร์ได้จัดเสวนา&nbsp; “มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจการเมืองไทย : กับดักหรือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” เนื่องในงานครบรอบ 70 ปี การสถาปนาคณะรัฐศาสตร์และคณะเศรษฐศาสตร์ โดยมี ศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ และ ผศ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ จากคณะรัฐศาสตร์ และ ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา และ รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย จากศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ ร่วมวงเสวนา โดย รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย ได้ระบุว่าเศรษฐกิจไทยโตช้า เพราะภาคอุตสาหกรรมที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก สูญเสียความสามารถในการแข็งขัน ปรับตัวจากที่เคยใช้แต่แรงงานและทรัพยากรหรือขายสินค้าราคาถูกไม่ได้ เมื่อค่าแรงสูงขึ้น การลงทุนจากต่างชาติและทุนไทยก็ย้ายฐานไปประเทศที่ค่าแรงถูกกว่า โดยปัญหาทั้งหมดเกิดจากโครงสร้างของรัฐไทยเอง ขณะที่การลงทุนภาครัฐของไทยกลับสร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้ขยายกว้างขึ้น แทนที่จะกระจายมั่งคั่งหรือช่วยลดความเหลื่อมล้ำเหมือนหลายๆประเทศ โดยเห็นว่า ที่เป็นเช่นนั้นเพราะการรวมศูนย์อำนาจ ตามด้วย ผศ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ&nbsp; กล่าวว่า กับดักที่สำคัญของการเมืองไทย คือ รัฐธรรมนูญที่ประชาชนไม่ศรัทธาและไม่มีคุณค่าในความเป็นกฎหมายสูงสุด เนื่องจากการออกแบบมาให้อำนาจตกอยู่ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยและถูกฉีกทิ้งได้ง่ายหรือมีการรัฐประหารบ่อย ซึ่งทั้งหมดส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจด้วย และการมีรัฐธรรมนูญไม่ได้แปลว่าประเทศมีประชาธิปไตยหรือนิติรัฐแต่อย่างใด และ ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา กล่าวว่า กลุ่มทุนและกลุ่มการเมืองอนุรักษ์นิยมที่กุมอำนาจรัฐปัจจุบัน ใช้แผนไทยแลนด์ 4.0 เป็นวิธีในการก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง และไม่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมที่ตัวเองได้เปรียบ ขณะที่กลุ่มทุนและกลุ่มการเมืองเสรีนิยม เชื่อว่าไม่ต้องทำตามปผน 4.0 ทั้งหมด และต้องเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งภาวะของการต่อสู้เปลี่ยนแปลงการถือครองอำนาจนี้ ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำของสังคมในอนาคตด้วย และสุดท้าย ศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ ยืนยันว่า การที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤตเพราะชนชั้นนำไม่ยอมให้เสียงข้างมากใหม่ที่เติบโตขึ้นจากระบบเศรษฐกิจได้มีส่วนแบ่งทางอำนาจ และการเลือกตั้งครั้งล่าสุดของไทยได้พิสูจน์แล้วว่า การจัดตั้งรัฐบาลไม่ตรงตามเจตจำนงของคนส่วนใหญ่ ขณะที่สถาบันสำคัญโดยเฉพาะองค์กรอิสระและรัฐสภา ที่ระบบเสรีนิยมสร้างขึ้นเพื่อจำกัดและตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐ ถูกชนชั้นนำบิดเบือนไปใช้ประโยชน์ ทำให้เสียงข้างมากไม่มีอำนาจปกครองตามที่ควรจะเป็น</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/255/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ซีรีย์สัมมนาชุด “ความเหลื่อมล้ำหลากมิติ”</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/248</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/248#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Jul 2019 18:16:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[News & Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=248</guid>

					<description><![CDATA[สัมมนาครั้งที่ 1 ในหัวข้อ “ความเหลื่อมล้ำในมิติกระบวนการยุติธรรม” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2562 โดยมี คุณเยาวลักษณ์ อนุพันธ์ ผู้อำนวยการ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2>ซีรีย์สัมมนาชุด “ความเหลื่อมล้ำหลากมิติ”: “ความเหลื่อมล้ำในมิติกระบวนการยุติธรรม” </h2>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="505" height="336" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติยุติธรรม.jpg" alt="" class="wp-image-249" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติยุติธรรม.jpg 505w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติยุติธรรม-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 505px) 100vw, 505px" /></figure></div>



<p>สัมมนาครั้งที่ 1 ในหัวข้อ “ความเหลื่อมล้ำในมิติกระบวนการยุติธรรม” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2562 โดยมี คุณเยาวลักษณ์ อนุพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และ คุณสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นวิทยากร คุณเยาวลักษณ์ได้นำเสนอปัญหาในกระบวนการยุติธรรมที่มีการเลือกปฏิบัติ สองมาตรฐาน และปัญหาการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม กระบวนการยุติธรรมมีทั้งแบบปกติกับไม่ปกติ โดยแบบแรกถูกสะท้อนออกมาด้วยสถิติที่ชี้ว่าคนที่ติดคุกมากที่สุดคือคนจน คนที่ไม่มีเงินประกันตัว เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก นอกจากนี้คนชั้นกลางไม่มีความเข้าใจสิทธิของตนเอง คุณสมชายเสนอให้ผลักดันให้กระบวนการยุติธรรมมีมิติมากกว่าเรื่อง “คุกมีไว้ขังคนจน” ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในโลกสมัยใหม่ มีมโนทัศน์พื้นฐานชุดหนึ่งดำรงอยู่ คือมโนทัศน์พื้นฐานในโลกสมัยใหม่ (ที่ไม่มีใครปฏิเสธ) มีการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่ามีคำตัดสินจากศาล ซึ่งเกิดขึ้นหลังศตวรรษที่ 17 พิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน มีต่อสู้การอย่างทัดเทียม องค์กรมีหลักวิชากำกับ มีความเป็นมืออาชีพ มีการตรวจสอบควบคุม แต่ปัญหาอยู่ในรายละเอียด เช่น 1) แนวติดการควบคุมตัว การประกันตัว 2) การพิสูจน์ การใช้ล่ามแปลภาษาในชั้นศาล 3) องค์กรวิชาชีพที่ขาดการตรวจสอบ อีกหนึ่งมโนทัศน์ คือการ “ทำตามกฎหมาย” แต่คุณสมชายชวนให้ตั้งคำถามว่าปฏิบัติตามกฎหมายของใคร ใครบังคับใช้ ใครตัดสิน ในมิติความเหลื่อมล้ำที่แอบซ่อน คุณสมชายสมชายเห็นว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่เห็นชัดเจนที่สุด แต่ยังมีความเหลื่อมล้ำที่มองไม่เห็นอยู่ฉากหลังคือปัจจัยทางการเมืองและปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม สมชายกล่าวว่าสถาบันการศึกษาต้องมีหน้าที่สำคัญในการสร้างความรู้ความเข้าใจต่อผู้เรียน การใช้ศาสตร์แบบข้ามสาขาเพื่อวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม</p>



<h2>&nbsp;<strong>ซีรีย์สัมมนาชุด “ความเหลื่อมล้ำหลากมิติ”: “ความเหลื่อมล้ำในมิติคมนาคม”</strong></h2>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="555" height="417" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติคมนาคม.jpg" alt="" class="wp-image-250" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติคมนาคม.jpg 555w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติคมนาคม-300x225.jpg 300w" sizes="(max-width: 555px) 100vw, 555px" /></figure></div>



<p>สัมมนาครั้งที่ 2 หัวข้อ “ความเหลื่อมล้ำในมิติ” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2562 โดยมี รศ.ดร.ศักดิ์สิทธิ์ เฉลิมพงศ์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากร ได้บรรยายเรื่องความเหลื่อมล้ำในมิติคมนาคม โดยระบุว่า รัฐไทยใส่ใจคนใช้รถยนต์ การแก้ปัญหาจราจร เน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าสูงเช่นสนามบิน ทางด่วน รถไฟฟ้า แต่คนได้ประโยชน์ไม่เท่ากัน ส่วนการขนส่งมวลชนสำหรับผู้มีรายได้น้อยอย่างรถประจำทางใน กทม. หรือภูมิภาคกลับถูกมองข้าม เสนอ กระจายอำนาจลงท้องถิ่นมากขึ้น แม้ไม่การันตีผลแต่ก็อาจจะดีกว่าตัดสินใจจากส่วนกลาง และได้พูดถึงเรื่องความเท่าเทียมว่าต้องดูว่าการกระจายผลกระทบ ต้นทุน การดำเนินการต่างๆ ของรัฐว่าเป็นธรรมหรือไม่ โครงการด้านคมนาคมขนส่งมีผลกระทบอย่างมากและมีความซับซ้อนและให้ผลกระทบในแต่ละกลุ่มมากน้อยต่างกัน จึงต้องประเมินถึงการกระจายตัวของผลกระทบซึ่งก็มีทั้งทางตรงอย่างการลดเวลาเดินทาง การลดต้นทุนต่างๆ และผลกระทบในทางอ้อมที่เป็นลบอย่างเรื่องมลภาวะ เสียง การจราจรติดขัดหรืออื่นๆ นอกจากนั้นยังมีผลกระทบต่อเนื่องอื่นๆ ที่กระจายไปในในคนระดับต่างๆ อย่างไม่เท่าเทียมกัน อย่างการพัฒนาที่ดิน การจ้างงาน กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากโครงการ กล่าวโดยสรุป นโยบายไทยเน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าสูงเป็นหลัก ชอบสร้างโครงการใหญ่ และคนที่มักได้ประโยชน์คือคนที่มีรายได้ปานกลาง-สูงและกลุ่มทุน คนใช้ประโยชน์ที่รัฐลงทุนมีจำนวนจำกัดเนื่องจากขาดการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะขั้นพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่นการเดินทางมาให้ถึงรถไฟฟ้า ทำให้ผลประโยชน์ของโครงการที่รัฐลงทุนอาจมีค่อนข้างจำกัดและไม่เกิดประโยชน์กับผู้ด้อยโอกาส คนพิการ นโยบายอื่นๆ ที่ทำมาก็มักมาจากจิตใต้สำนึกที่ต้องการช่วยเหลือผู้ใช้รถยนต์ ไม่ให้ความสนใจกับผู้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะหรือผู้เดินเท้าเท่าที่ควร สะท้อนถึงความไม่ได้คิด หรือการไม่ให้ความสำคัญของผู้มีอำนาจในรัฐไทย</p>



<h2>&nbsp;<strong>ซีรีย์สัมมนาชุด “ความเหลื่อมล้ำหลากมิติ”: “ความเหลื่อมล้ำในมิติผังเมือง”&nbsp;</strong></h2>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="471" height="314" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติผังเมือง.jpg" alt="" class="wp-image-251" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติผังเมือง.jpg 471w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติผังเมือง-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 471px) 100vw, 471px" /></figure></div>



<p>สัมมนาครั้งที่ 3 หัวข้อ “ความเหลื่อมล้ำในมิติผังเมือง” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 โดยมี ผศ.ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) เป็นวิทยากร โดยประเด็นแรก&nbsp; เรื่องของเมืองและความเหลื่อมล้ำนั้น จะต้องหานิยามของ ‘เมือง’ หรือ ‘ความเป็นเมือง’ ก่อนว่า เมืองคือสิ่งใดก็ตามที่ไม่ใช่ความเป็นชนบท ทั้งในแง่ของความหนาแน่น ความสัมพันธ์ระหว่างกัน ซึ่งในชนบทจะมีแน่นแฟ้นกว่า แต่พื้นที่เมืองเป็นชุมทางของความหลากหลาย ทั้งในด้านกลุ่มคน อาชีพ วัย ศาสนา เชื้อชาติ คติความเชื่อ อุดมการณ์ทางการเมือง เหล่านี้รวมอยู่ที่เมือง ดังนั้น เมืองคือโอกาส เป็นเหตุผลทำให้คนหลั่งไหลจากชนบทมาสู่เมือง นอกจากนี้อีกปัญหาสำคัญที่ อ.นิรมล ได้กล่าวถึงคือการเดินทางโดนเฉพาะในกรุงเทพฯ ประชาชนจำนวนมากต้องดิ้นรนเดินทางระหว่างบ้านซึ่งอยู่ชานเมืองเข้ามาทำงานที่เมืองชั้นใน รูปแบบการอยู่อาศัยแบบนี้นำมาซึ่งลักษณะของ Gated Community (ชุมชนล้อมรั้ว) อันเป็นลักษณะของการอยู่อาศัยที่ทำให้เกิด sense of fear นอกจากนี้ ด้วยระยะทางระหว่างบ้านและที่ทำงาน ทำให้หลายครอบครัวต้องมี ‘รถยนต์’ เนื่องจากภาครัฐไม่มีการสร้างระบบขนส่งมวลชนไปยังพื้นที่ที่ความหนาแน่นต่ำ นำมาสู่คำถามว่า งบประมาณมหาศาลที่ลงทุนกับทางด่วนเชื่อมเข้ากับหมู่บ้านจัดสรรกลางเมืองนั้น สร้างให้กับใครกันแน่ อ.นิรมลมองปัญหาเหล่านี้ว่า ที่สุดแล้วจะก่อตัวกลายเป็นพายุของความเหลื่อมล้ำเพิ่มพูนมากขึ้นๆ จากกายภาพเมืองที่ไม่ตอบโจทย์ประชากร และความเป็นเมืองที่ควรเป็นอย่างแท้จริง โดยกล่าวว่า “เรื่องของความเหลื่อมล้ำในยุคของเรานั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็น Perfect Storm ซึ่งจะเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ และรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเราจะเห็นแล้วว่าเมืองเป็นต้นกำเนิดของความเหลื่อมล้ำ และกายภาพเมืองส่งผลอย่างมากต่อความเหลื่อมล้ำของสังคมและสิ่งแวดล้อม เราอยู่อาศัยอย่างไร เดินทางอย่างไร หาความสุขในชีวิตอย่างไร เดินทางอย่างไร กายภาพเมืองมีผลอย่างมาก”</p>



<h2>&nbsp;<strong>ซีรีย์สัมมนาชุด “ความเหลื่อมล้ำหลากมิติ”: </strong><strong>“ความเหลื่อมล้ำในมิติสาธารณสุข”&nbsp;</strong></h2>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="527" height="351" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติสาธารณสุข.jpg" alt="" class="wp-image-252" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติสาธารณสุข.jpg 527w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติสาธารณสุข-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 527px) 100vw, 527px" /></figure></div>



<p>สัมมนาครั้งที่ 4 หัวข้อ “ความเหลื่อมล้ำในมิติสาธารณสุข” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2562 โดยมี นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ จากมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ เป็นวิทยากร ได้กล่าวถึงการมาของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในทางการแพทย์และสาธารณสุขว่า ไม่ได้มีแต่มุมบวกอย่างความสะดวกในการวินิจฉัยโรคหรือการให้คำแนะนำด้านการซื้อยาต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์เท่านั้น ยังมีข้อน่ากังวลตามมาด้วย อาทิ การใช้ข้อมูลเพื่อสร้างความต้องการเทียม (False Demand) เพราะปัจเจกชนแต่ละคนบางทีก็ไม่รู้ว่า ตนเองอยากหรือไม่อยากได้อะไร ดังนั้นการคิดเชิงวิเคราะห์ (Critical Thinking) จึงเป็นทักษะสำคัญของมนุษย์ทุกคน นอกจากนี้ยังมีประเด็นข้อมูลที่อ้างจากการใช้สถิติเพื่อหาความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันแล้วสรุปว่า ข้อมูลนั้นเป็นความจริง ทั้งที่อาจจะยังไม่ได้ผ่านการพิสูจน์ในเชิง เพราะมีเหตุจึงมีผลเลยก็ได้ และได้ยกตัวอย่างถึง&nbsp; สมัยที่วงการสาธารณสุขเริ่มตื่นตัวในประเด็นบุหรี่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากมีข้อค้นพบโดยการเก็บสถิติว่า กลุ่มคนที่สูบบุหรี่มักป่วยเป็นมะเร็งมากกว่ากลุ่มคนที่ไม่สูบ แบบนี้เรียกว่า ข้อมูลเชิงสถิติกับความสัมพันธ์เชื่อมโยง แต่ขณะนั้นยังไม่มีการพิสูจน์หาที่มาที่ไปว่า บุหรี่ทำให้เกิดโรคมะเร็งได้อย่างไร จึงต้องมีการศึกษาเรื่องนี้ในห้องปฏิบัติการ เช่น การทดลองให้สัตว์ทดลองได้รับสารเคมีจากบุหรี่ เพื่อให้เห็นกระบวนการเกิดมะเร็งจากการสูบบุหรี่ แบบนี้จึงเรียกว่า ข้อมูลในเชิง เพราะมีเหตุจึงมีผล</p>



<h2>&nbsp;<strong>ซีรีย์สัมมนาชุด “ความเหลื่อมล้ำหลากมิติ”: “ความเหลื่อมล้ำในมิติเพศสภาพ”&nbsp;</strong></h2>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="441" height="294" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติเพศ.jpg" alt="" class="wp-image-253" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติเพศ.jpg 441w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/มิติเพศ-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 441px) 100vw, 441px" /></figure></div>



<p>สัมมนาครั้งที่ 5 หัวข้อ “ความเหลื่อมล้ำในมิติเพศสภาพ” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2562 โดยมี ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท จากสมาคมเพศวิถีศึกษา และ ดร.เนื้อแพร เล็กเฟื่องฟู อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากร โดย ดร.วราภรณ์ กล่าวถึงตัวชี้วัดความเท่าเทียมทางเพศทั้งห้าแบบ อันประกอบไปด้วยตัวชี้วัดทางสังคม การเมือง การศึกษา สุขภาพ และสังคมวัฒนธรรม ตัวอย่างเช่น ตัวชี้วัด Gender Inequality Index ขององค์การสหประชาชาติ กระนั้นความเหลื่อมล้ำทางวัฒนธรรมด้านเพศถูกละเลยโดยตัวชี้วัดสากล การมองมิติเพศสภาพควรมองอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นประเด็น Cross-cutting การกดทับของความไม่เท่าเทียม และความหลากหลายทางเพศ วิทยากล่าวถึงกรอบที่สังคมวางไว้สำหรับแต่ละเพศ ซึ่งมีทั้งมาตรฐานความเป็นหญิง ความเป็นชาย และยังมีการตัดสินกีดกันคนข้ามเพศ&nbsp; ในมิติด้านความรุนแรงพบว่าวัฒนธรรมด้านเพศส่งต่อความรุนแรงบนพื้นฐานเพศ เช่นทัศนคติยอมรับความรุนแรงทางเพศและการยอมรับสืบทอดให้ความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ ความรุนแรงทางเพศส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพของผู้ถูกกระทำและระบบเศรษฐกิจ ซึ่งต้องใช้ถึง 3.7 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมลรวมประชาชาติในการแก้ปัญหา ปัจจุบันยังไม่มีศูนย์ที่บูรณาการการบริการเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ต่อไป ดร.เนื้อแพร บรรยายถึงความไม่เท่าเทียมทางเพศในตลาดแรงงานและระบบการศึกษา โดยมีข้อสรุปสำคัญว่า การศึกษาภาคบังคับยังมีช่องว่างทางการศึกษา มีผู้หญิงมากกว่าในการศึกษาสายสามัญ ในขณะที่สายอาชีวะมีจำนวณผู้หญิงน้อยกว่า การเสียโอกาสทางการศึกษาเกิดขึ้นเมื่อผู้หญิงลาออกจากสถานศึกษาเพราะท้องก่อนแต่ง และโดนโรงเรียนขอให้ลาออก เป็นการตัดโอกาสการเรียนซึ่งจะส่งผลกระทบในปลายชีวิต การศึกษาพบว่าผู้ชายทำงานมากกว่าผู้หญิง แต่ไม่ชัดเจนว่าเนื่องด้วยการตัดสินใจของผู้หญิงเองหรือเพราะข้อจำกัดบางอย่าง สำหรับผู้หญิงที่แต่งงานแล้วช่องว่างของการเข้าสู่ตลาดแรงงานอยู่ที่ 30% ในประกาศหางานพบการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจนในบางอาชีพ โดยงานที่ประกาศรับสมัครเพศหญิงเท่านั้น ตั้งค่าจ้างต่ำกว่าแบบอื่น 4.5%<br></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/248/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชุดสัมมนา &#8220;ขยับ เขย่า แนวคิดการพัฒนา วิเคราะห์วิพากษ์การพัฒนาจากมุมมองของนักคิดร่วมสมัย&#8221;</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/236</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/236#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Jul 2019 17:58:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[News & Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=236</guid>

					<description><![CDATA[ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) ได้ร่วมมือกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดซีรี่ย์สัม...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) ได้ร่วมมือกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดซีรี่ย์สัมมนา Thammasat Resolution Talk “ตั้งโจทย์-ตอบอนาคต: วาระการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง” โดยจัดสัมมนาขึ้นทั้งหมด 7 ครั้ง  ร่วมจัดโดย ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</p>



<h3><strong>ชุดสัมมนา &#8220;ขยับ เขย่า แนวคิดการพัฒนา วิเคราะห์วิพากษ์การพัฒนาจากมุมมองของนักคิดร่วมสมัย&#8221; ครั้งที่ 1 ในหัวข้อ &#8220;Development Economics Reconsidered: from a Gandhian Viewpoint&#8221;&nbsp;</strong></h3>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="470" height="312" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Gandhian.png" alt="" class="wp-image-237" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Gandhian.png 470w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Gandhian-300x199.png 300w" sizes="(max-width: 470px) 100vw, 470px" /></figure></div>



<p>เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2561 เวลา 13.30 น. &#8211; 15.30 น. ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดสัมมนาหัวข้อ &#8220;Development Economics Reconsidered: from a Gandhian Viewpoint&#8221; โดย Professor Kazuya Ishii, Faculty of Law, Kagawa University, Japan ที่ห้องประชุมใหญ่ชั้น 5 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์&nbsp;</p>



<h3><strong>ชุดสัมมนา </strong><strong>ขยับ เขย่า แนวคิดการพัฒนา วิเคราะห์วิพากษ์การพัฒนาจากมุมมองของนักคิดร่วมสมัย ครั้งที่ 2 “ยังมีความหมาย: แนวคิดเรื่องชุมชนของ Elinor Ostrom กับเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21”</strong></h3>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="251" height="174" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Elinor.jpg" alt="" class="wp-image-238"/></figure></div>



<p>เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2561 เวลา 13.30 น. &#8211; 15.30 น. ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดสัมมนาหัวข้อ “ยังมีความหมาย: แนวคิดเรื่องชุมชนของ Elinor Ostrom กับเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21” โดย อ.ชล บุนนาค อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ ห้องประชุม 60 ปี 2 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สัมมนาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัมมนาชุด &#8220;ขยับ เขย่า แนวคิดการพัฒนา วิเคราะห์วิพากษ์การพัฒนาจากมุมมองของนักคิดร่วมสมัย&#8221; ร่วมจัดโดย ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</p>



<p>งานสัมมนาครั้งนี้เอาแนวคิดของ Elinor Ostrom ผู้ชนะรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2009 ที่เกี่ยวข้องกับชุมชนและการจัดการทรัพยากรร่วมโดยชุมชนผู้ใช้ทรัพยากรเอง Ostrom ได้ท้าทายความเชื่อเดิมที่ว่า การจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพนั้น ทำได้โดยตลาดและรัฐเท่านั้น อ.ชล บุนนาค ได้ชี้ให้เห็นถึวภาพรวมของงานของ Ostrom แล้วจึงอธิบายเจาะลงไปถึงข้อเสนอที่สำคัญของเธอที่เกี่ยวข้องกับการอธิบายการจัดการทรัพยากรร่วมของชุมชนผู้ใช้ทรัพยากร และอธิบายขยายความเกี่ยวข้องเกี่ยวกับหลัก Design Principles อันเป็นผลลัพธ์จากการสรุปบทเรียนที่เกี่ยวกับคุณลักษณะของกติกาในการจัดการทรัพยากรร่วมจากกรณีศึกษาทั่วโลก</p>



<p>แม้ว่าสถานการณ์ของโลกจะเปลี่ยนไปและทำให้ชุมชนตามความเข้าใจทั่วไปของสังคมลดขนาดและ/หรือเปลี่ยนรูปแบบไป แต่ข้อเสนอของ Ostrom ก็ยังประยุกต์ใช้ได้อยู่บ้างหากโจทย์ของการจัดการทรัพยากรนั้นอยู่ในบริบทของการจัดการทรัพยากรร่วม (หรือสินค้าบริการแบบอื่น) โดยผู้้ทรัพยากรเออง ในขณะเดียวกัน ความท้าทายอื่น ๆ ในโลกที่ซับซ้อนขึ้นและเชื่อมโยงกับหลายระดับโดยเฉพาะระดับภูมิภาคและระดับโลกอาจทำให้แนวคิดของ Ostrom ไม่สามารถประยุกต์ใช้ได้โดยตรงเนื่องจากข้อเสนอหลักของเธออยู่บนฐานของบริบทระดับชุมชน แต่แนวคิดนี้ก็ได้ถูกนักวิชาการในแขนงอื่นนำไปใช้พัฒนาแนวคิดและข้อเสนอทางนโยบายในการจัดการสิ่งแสดล้อมและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อไปด้วย</p>



<h3><strong>ซีรี่ส์สัมมนา “ขยับ-เขย่า แนวคิดการพัฒนา วิเคราะห์วิพากษ์การพัฒนาจากมุมของนักคิดร่วมสมัย” ครั้งที่ 3: “Joseph Stiglitz กับความเหลื่อมล้ำที่เราเลือกได้”</strong></h3>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" width="640" height="438" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Stiglitz.jpg" alt="" class="wp-image-239" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Stiglitz.jpg 640w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Stiglitz-300x205.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure>



<p>สัมมนาครั้งที่ 3 ในหัวข้อ “Joseph Stiglitz กับความเหลื่อมล้ำที่เราเลือกได้” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 นำเสนอโดย คุณสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ นำเสนอถึงแนวคิดและข้อเสนอของ Joseph Stiglitz ต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดย Stiglitz ได้ฉายภาพให้เห็นข้อเท็จจริงที่น่าหดหู่เกี่ยวกับเศรษฐกิจอเมริกันบางประการ ดังนี้ การเติบโตของรายได้ในสหรัฐอเมริกาในช่วงไม่นานมานี้ หลัก ๆ เกิดขึ้นในกลุ่มคนที่รวยที่สุด 1 เปอร์เซ็นต์ของการกระจายรายได้ทั้งหมด อันนำมาสู่ความเหลื่อมล้ำถ่างกว้างขึ้น และความเหลื่อมล้ำปรากฎชัดไม่เฉพาะแต่ในรายได้ แต่รวมไปถึงตัวแปรอื่นที่สะท้อนมาตรฐานการครองชีพ และความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งยิ่งแย่กว่าความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ นอกจากนี้โอกาสการเลื่อนชั้นทางรายได้ต่ำมาก ความคิดที่ว่าอเมริกาคือดินแดนแห่งโอกาสเป็นเพียงมายาคติ และยังพบว่าอเมริกามีความเหลื่อมล้ำมากกว่าประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าทุกประเทศ แต่มีความพยายามในการจัดการกับความเหลื่อมล้ำน้อยกว่า อีกทั้งความเหลื่อมล้ำยังถ่างกว้างเร็วกว่าในประเทศอื่น ๆ Stiglitz เชื่อว่าความเหลื่อมล้ำในระดับที่สูงมาก ๆ&nbsp; จะนำมาสู่ผลเสียต่อการเติบโตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และบั่นทอนระบอบประชาธิปไตย จึงนำมาสู่ข้อเสนอว่าเราควรพยายามสร้างโอกาสที่เท่าเทียม ทั้งการเติบโตของเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม และจะต้องทำให้การแข่งขันที่เป็นธรรมที่ทำให้สามารถมองเห็นและแบกรับต้นทุนภายนอกได้ นอกจากนี้ Stiglitz ยังเชื่อว่าการเมืองและโครงสร้างเชิงสถาบันเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากกลุ่มมหาเศรษฐีสามารถใช้อิทธิพลทางการเมือง เพื่อแสวงหาและรักษาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งตอกย้ำปัญหาความเหลื่อมล้ำให้เลวร้ายกว่าเดิม Stiglitz พยามยามชี้ให้เห็นว่าการจะเข้าใจว่าการจัดการกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ จำเป็นต้องเข้าใจพลังทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมที่สร้างความเหลื่อมล้ำขึ้นมาแต่แรก</p>



<h3><strong>ซีรี่ส์สัมมนา “ขยับ-เขย่า แนวคิดการพัฒนา วิเคราะห์วิพากษ์การพัฒนาจากมุมของนักคิดร่วมสมัย” ครั้งที่ 4: “</strong><strong>เผชิญหน้า-วิพากษ์: Arturo Escobar กับแนวคิดหลังการพัฒนา”</strong></h3>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="473" height="315" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Arturo.jpg" alt="" class="wp-image-240" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Arturo.jpg 473w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Arturo-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 473px) 100vw, 473px" /></figure></div>



<p>สัมมนาครั้งที่ 4 ในหัวข้อ “เผชิญหน้า-วิพากษ์: Arturo Escobar กับแนวคิดหลังการพัฒนา” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2561 นำเสนอโดย อ.ติณณภพจ์ สินสมบูรณ์ทอง อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอถึงแนวคิดของ Pablo Escobar นักมานุษยวิทยาที่นำกระแสท้าทายแนวคิดพัฒนาด้วยการใช้การวิเคราะห์ทางวาทกรรม Escobar มองวาทกรรมโลกที่สามออกจากความหมายเดิมที่ปราศจากการมีความสามารถในการพัฒนาด้วยตนเอง แนวคิดแบบหลังการพัฒนา หรือ Postdevelopment ปฏิเสธการนิยามของการพัฒนาที่ดีและทฤษฎีการพัฒนาเดิมที่ว่าด้วยการยกประเทศโลกตะวันตกเป็นแม่แบบการพัฒนา และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนองค์ความรู้เดิม โดยนำองค์ความรู้ที่มาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามานับรวมกับแนวคิดพัฒนา Escobar เชื่อว่าวาทกรรมการพัฒนาคงอยู่ได้จาก (1) การสร้าง ‘ความผิดปกติ’ เช่นการด้อยพัฒนา ซึ่งเป็นสิ่งที่รอคอยการปรับปรุง (2) การทำให้การพัฒนาเป็นเรื่องอาชีพ โดย Escobar เชื่อว่าองค์ความรู้การพัฒนาถูกนำมาใช้ในการผลิตปัญหาที่ต้องมีการศึกษาและแก้ไขของ ‘โลกที่สาม’ (3) การทำให้การพัฒนาเป็นเรื่องเชิงสถาบัน เช่นการสร้างองค์กรพัฒนาระดับประเทศอันเปลี่ยนการวิพากษ์เชิงทฤษฎีมาเป็นเครื่องมือทางเทคนิค นอกจากนี้ Escobar ได้เสนอให้มีการตั้งคำถามกับองค์ความรู้ศาสตร์ของโลกตะวันตก และท้าทายความคิดการพัฒนาในเชิงวาทกรรมและอุดมการณ์</p>



<h3><strong>ซีรี่ส์สัมมนา “ขยับ-เขย่า แนวคิดการพัฒนา วิเคราะห์วิพากษ์การพัฒนาจากมุมของนักคิดร่วมสมัย” ครั้งที่ 5: “MIT Povery Lab กับกุญแจวิเศษของการพัฒนา”</strong></h3>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" width="640" height="427" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/MIT-pov-lab.jpg" alt="" class="wp-image-241" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/MIT-pov-lab.jpg 640w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/MIT-pov-lab-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure>



<p>สัมมนาครั้งที่ 5 ในหัวข้อ “MIT Povery Lab กับกุญแจวิเศษของการพัฒนา” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2561 นำเสนอโดย ผศ.ดร.ชญานี ชวะโนทย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอถึง MIT Poverty Lab และเครือข่ายวิจัยที่ได้ทำการศึกษาทางด้านนโยบาย anti-poverty และเล่าถึงการทำความเข้าใจคนจนในมุมมองใหม่ เพื่อการออกแบบนโยบายที่ได้ผล โดยในมุมมองของ J-Pal มองว่า คนจน คือ กลุ่มคนที่มีความจำกัดทั้งการเข้าถึงทั้งข้อมูลและทรัพยากรด้านเงินทุน ดังนั้น การตัดสินใจของคนจนจึงไม่ได้อยู่บนเงื่อนไขเดียวกันกับคนรวยและคนชั้นกลางทั่วไป การให้ความช่วยเหลือคนจนจำเป็นต้องคำนึงถึงข้อจำกัดว่าคนจนมักจะขาดการเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญ การให้ข้อมูลแก่คนจนจะต้องง่ายแก่การทำความเข้าใจและน่าเชื่อถือ พร้อมทั้งหากต้องการใช้นโยบายที่ต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมจะต้องทำให้ง่ายและทำได้ทันที นอกจากนี้การช่วยปรับความคาดหวังในชีวิตยังมีส่วนช่วยให้เขาปรับพฤติกรรมและการตัดสินใจที่นำไปสู่ความสำเร็จที่ดีขึ้นได้ จากผลงานของ Banerjee และ Duflo พบว่าจำเป็นจะต้องมีงานวิจัยภาคสนามที่มีข้อมูลที่มีคุณภาพมากกว่าข้อมูลปัจจุบัน และต้องมีโครงการวิจัยแบบมดลองโดยการออกแบบการทดลองขนาดใหญ่เพื่อทดสอบว่าทฤษฎีทางแก้ไขทฤษฎีใดถูกต้อง (randomized controlled trials)</p>



<h3><strong>ซีรี่ส์สัมมนา “ขยับ-เขย่า แนวคิดการพัฒนา วิเคราะห์วิพากษ์การพัฒนาจากมุมของนักคิดร่วมสมัย” ครั้งที่ 6: “ค้นหาความหมายของชีวิตที่ดีกับ Amartya Sen”</strong></h3>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img loading="lazy" width="522" height="348" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Amartya.jpg" alt="" class="wp-image-242" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Amartya.jpg 522w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/Amartya-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 522px) 100vw, 522px" /></figure></div>



<p>สัมมนาครั้งที่ 6 ในหัวข้อ “ค้นหาความหมายของชีวิตที่ดีกับ Amartya Sen” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2562 นำเสนอโดย ดร.ธร ปีติดล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอถึงการค้นหาความหมายของชีวิตที่ดีตามแนวคิดของ Amartya Sen โดยได้กล่าวถึงหนังสือสองเล่ม คือ Development as Freedom กับ The Idea of Justice ในหนังสือเรื่อง Development as Freedom กล่าวว่าชีวิตที่ดีคือการที่เรามีเสรีภาพที่จะทำให้เราได้มาซึ่งสิ่งที่เราคิดว่าดี เนื่องจากคนแต่ละคนให้ความหมายของชีวิตที่ดีแตกต่างกัน ดังนั้นเสรีภาพจะช่วยให้คนแต่ละคนไปถึงเป้าหมายที่ตัวเองให้ความสำคัญได้ นอกจากนี้เสรีภาพยังช่วยทำให้การวัดผลการพัฒนาดีขึ้น&nbsp; เนื่องจากทำให้เราสามารถมองเห็นแง่มุมต่าง ๆ ที่เราจะสามารถพัฒนาได้กว้างขึ้นช่วยให้เกิดการพัฒนามีประสิทธิภาพมากขึ้น เซนพูดเสมอว่าการสร้างกฎเกณ์ที่เป็นธรรมเราจำเป็นจะต้องพิจารณามิติกับนัยยะพร้อมกัน ซึ่งมิติคือกฎเกณฑ์และนัยยะคือผลลัพธ์ เราไม่ควรพิจารณาเพียงแค่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่สนใจกระบวนการที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ นอกจากนี้ยังได้อธิบายถึงหลัก Capability Approach ซึ่งเป็นกรอบที่สามารถมาอธิบายการพัฒนาชีวิตที่ดีได้ เซนกล่าวว่าเราไม่ควรระบุสิ่งที่ควรเป็นให้กับผู้อื่น แต่ควรให้ประชาชนเลือกเองว่าคุณภาพชีวิตที่ดีคืออะไรและควรพิจารณาคุณภาพชีวิตที่ดีในหลาย ๆ ด้านพร้อมกัน นอกจากนี้ยังได้อธิบายอีกว่าความเหลื่อมล้ำมีลักษณะคล้ายกับความยากจนที่มีความเกี่ยวข้องกับโอกาสในการเข้าถึงและระบอบประชาธิไตยมีความสำคัญในกระบวนการพัฒนาเนื่องจากทำให้เกิดการถกเถียงเรื่องสิ่งที่เราจะสร้างคุณค่าเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่คนในสังคมต้องการ</p>



<h3><strong>ซีรี่ส์สัมมนา “ขยับ-เขย่า แนวคิดการพัฒนา วิเคราะห์วิพากษ์การพัฒนาจากมุมของนักคิดร่วมสมัย” ครั้งที่ 7: “สัมมนา ทบทวนการพัฒนาด้วยชาติพันธุ์นิพนธ์ของ David Mosse”</strong></h3>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" width="640" height="427" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/David-Mosse.jpg" alt="" class="wp-image-243" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/David-Mosse.jpg 640w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/David-Mosse-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure>



<p>สัมมนาครั้งที่ 7 ในหัวข้อ “ทบทวนการพัฒนาด้วยชาติพันธุ์นิพนธ์ของ David Mosse” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562นำเสนอโดย ผศ.ดร.จักรกริช สังขมณี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำเสนอถึงการทบทวนการพัฒนาด้วยชาติพันธุ์นิพนธ์ของ David Mosse โดย David Mosse เป็นผู้สนใจในเรื่องวรรณะ ศาสนา การเคลื่อนไหวในสังคม และการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศ David Mosse เอาแนวคิดเรื่องการศึกษากล่องดำมาใช้ในการศึกษากระบวนการพัฒนา ซึ่งการศึกษากล่องดำของการพัฒนาคือการศึกษากลุ่มคนที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาโครงการพัฒนาต่าง ๆ โดย David Mosse เปลี่ยนแนวคิดจาก Anthropology of development&nbsp; เป็น Anthropology in development&nbsp; ซึ่งเป็นแนวคิดที่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในโครงการพัฒนาต่าง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่สังเกตการพัฒนาเท่านั้น แต่เป็นการเข้าไปทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งในโครงการพัฒนา หลังจากนั้น David Mosse ได้เขียนงานออกมาชิ้นหนึ่งซึ่งพูดถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในโครงการพัฒนา David Mosse พบว่ากลุ่มคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทุกคนมีความคิดในมุมของตัวเอง เช่น นักเศรษฐศาสตร์จะให้ความสำคัญในด้านต้นทุนและผลลัพธ์ เป็นต้น ทำให้ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านในโครงการพัฒนาหนึ่งๆ แตกต่างกัน นอกจากนี้ David Mosse ยังอธิบายต่ออีกว่า expert community เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิด political agenda ก่อนที่จะปรับ political agenda ให้เป็น policy ซึ่ง policy มีความเกี่ยวข้องกับการเมืองสูง จากนั้นจึงปรับ policy ให้เป็น technical model ก่อนที่จะนำไปปฏิบัติจริง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่ใช้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ แต่อย่างไรก็ตามกระบวนการเหล่านี้ท้ายที่สุดแล้วการพัฒนายังคงสามารถดำรงอยู่ได้ตราบเท่าที่เราสามารถดึงเอา political support และ resource เข้ามาสู้โครงการพัฒนาได้&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/236/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>งานสัมมนาจับตาเศรษฐกิจไทย 2562: รวยกระจุก จนกระจาย</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/232</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/232#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Jul 2019 17:32:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[News & Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=232</guid>

					<description><![CDATA[เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ได้จัดงานสัมมนาพิเศษก้าวเข้าสู่ 70 ปี เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 3 ร่วมกับ Thammasat Economic Focus ครั้งที่ 15 หัวข้อ “จับตาเศรษฐกิจไทย 2562: รวยกระจุก จนกระจาย?” ร่วมเสวนาโดย ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ, คุณกนิษฐ เมืองกระจ่าง, ผศ.ดร.เฉลิมพงษ์ คงเจริญ และ อ.ดร.กิตติชัย แซ่ลี้ ได้กล่าวว่าปัจจัยเสี่ยงในปี 2562 ที่จะต้องจับตามองได้แก่ (1) ผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน (2) แนวโน้มการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศพัฒนาแล้ว (3) ความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา และการเจรจา Brexit ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกและต่อเนื่องมายังการส่งออก ของไทย (4) การเลือกตั้งของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เป็นความเสี่ยงภายในที่กระทบต่อการบริโภคและการลงทุน ของภาคเอกชน (5) การลงทุนภาครัฐไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ซึ่งการลงทุนภาครัฐในปีที่ผ่านมามีการเบิกจ่ายที่ล่าช้า [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" width="640" height="427" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/รวยกระจุก.jpg" alt="" class="wp-image-233" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/รวยกระจุก.jpg 640w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/รวยกระจุก-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure>



<p>เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ได้จัดงานสัมมนาพิเศษก้าวเข้าสู่ 70 ปี เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 3 ร่วมกับ Thammasat Economic Focus ครั้งที่ 15 หัวข้อ “จับตาเศรษฐกิจไทย 2562: รวยกระจุก จนกระจาย?” ร่วมเสวนาโดย ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ, คุณกนิษฐ เมืองกระจ่าง, ผศ.ดร.เฉลิมพงษ์ คงเจริญ และ อ.ดร.กิตติชัย แซ่ลี้ ได้กล่าวว่าปัจจัยเสี่ยงในปี 2562 ที่จะต้องจับตามองได้แก่ (1) ผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน (2) แนวโน้มการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศพัฒนาแล้ว (3) ความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา และการเจรจา Brexit ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกและต่อเนื่องมายังการส่งออก ของไทย (4) การเลือกตั้งของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เป็นความเสี่ยงภายในที่กระทบต่อการบริโภคและการลงทุน ของภาคเอกชน (5) การลงทุนภาครัฐไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ซึ่งการลงทุนภาครัฐในปีที่ผ่านมามีการเบิกจ่ายที่ล่าช้า กว่าแผนค่อนข้างมาก (6) การขยายตัวของหนี้ครัวเรือนที่ค่อนข้างสูงอาจจะส่งผลต่อการใช้จ่ายของภาคเอกชน การปรับตัวขึ้นของเศรษฐกิจที่ผ่านมา เกิดขึ้นจากแรงสนับสนุนของสาขาทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ซึ่งมีการใช้ปัจจัย การผลิตแรงงานและทุนในสัดส่วนที่แตกต่างกัน ดังนั้น ผลกระทบที่เกิดต่อปัจจัยการผลิตย่อมแตกต่างกัน หากพิจารณา โครงสร้างทางเศรษฐกิจ จะพบว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะก่อให้เกิดประโยชน์กับเจ้าของปัจจัยทุนประมาณสองเท่า ของปัจจัยแรงงาน และถ้าหากพิจารณาด้วยการแบ่งชั้นครัวเรือนตามรายได้จะพบว่า ครัวเรือนกลุ่มที่มีรายได้สูงสุด 10% จะได้รับผลประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจกว่าครัวเรือนที่มรายได้ตำ่กว่า หรือที่มักจะเรียกกันว่า รวย กระจุก จนกระจาย ดังนั้น เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ดังกล่าว รัฐบาลควรมีมาตรการในการกระจายรายได้ ให้กับครัวเรือนที่ยากจน</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/news-events/news/232/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
