<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Research</title>
	<atom:link href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/category/research/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 06 Apr 2023 04:07:21 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.7.14</generator>
	<item>
		<title>นโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนกับการลดความเหลื่อมล้ำ: บทวิเคราะห์ประสบการณ์จากต่างประเทศสำหรับสร้างข้อเสนอให้กับประเทศไทย</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/759</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/759#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Kan]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Apr 2023 04:03:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=759</guid>

					<description><![CDATA[นโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน ประเทศไทยได้หันมาเน้นสวัสดิการในรูปแบบนี้มากขึ้น โดยเฉพาะในการวางยุทธศาสตร์ของประเทศด้านการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แม้ว่านโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนจะถูกมองว่าช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบสวัสดิการจากการกระจายทรัพยากรไปที่เฉพาะกลุ่มคนที่ยากจน แต่ก็ยังมีคำถามอยู่มากถึงศักยภาพของนโยบายรูปแบบนี้ในการลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยเพราะยังมีปัญหาที่เกี่ยวข้องในการนำนโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนไปใช้จริงหลากหลายประการ การใช้นโยบายรูปแบบนี้ยังเชื่อมโยงกับปัจจัยอื่นๆที่แวดล้อมระบบสวัสดิการและมีนัยยะสำคัญต่อความเหลื่อมล้ำ ด้วยเหตุนี้ การสำรวจประสบการณ์จากต่างประเทศ ทั้งในด้านของลักษณะการนำเอานโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนไปใช้ รวมถึงการจัดวางนโยบายเข้ากับสวัสดิการแบบอื่นๆ และที่สำคัญคือการวิเคราะห์นัยยะของการใช้สวัสดิการแบบเจาะจงที่คนในทางที่แตกต่างกันกับผลในการลดความเหลื่อมล้ำ จะเป็นฐานสำคัญในการวิเคราะห์เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่มีประโยชน์ต่อการออกแบบระบบสวัสดิการของประเทศไทย โดยเฉพาะในการตอบคำถามว่าจะมีทางเลือกใดบ้างในการนำเอานโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนมาใช้อย่างไรเพื่อตอบเป้าหมายการลดความเหลื่อมล้ำ ดาวน์โหลดได้ที่ : งานวิจัย]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>นโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน ประเทศไทยได้หันมาเน้นสวัสดิการในรูปแบบนี้มากขึ้น โดยเฉพาะในการวางยุทธศาสตร์ของประเทศด้านการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แม้ว่านโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนจะถูกมองว่าช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบสวัสดิการจากการกระจายทรัพยากรไปที่เฉพาะกลุ่มคนที่ยากจน แต่ก็ยังมีคำถามอยู่มากถึงศักยภาพของนโยบายรูปแบบนี้ในการลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยเพราะยังมีปัญหาที่เกี่ยวข้องในการนำนโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนไปใช้จริงหลากหลายประการ การใช้นโยบายรูปแบบนี้ยังเชื่อมโยงกับปัจจัยอื่นๆที่แวดล้อมระบบสวัสดิการและมีนัยยะสำคัญต่อความเหลื่อมล้ำ ด้วยเหตุนี้ การสำรวจประสบการณ์จากต่างประเทศ ทั้งในด้านของลักษณะการนำเอานโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนไปใช้ รวมถึงการจัดวางนโยบายเข้ากับสวัสดิการแบบอื่นๆ และที่สำคัญคือการวิเคราะห์นัยยะของการใช้สวัสดิการแบบเจาะจงที่คนในทางที่แตกต่างกันกับผลในการลดความเหลื่อมล้ำ จะเป็นฐานสำคัญในการวิเคราะห์เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่มีประโยชน์ต่อการออกแบบระบบสวัสดิการของประเทศไทย โดยเฉพาะในการตอบคำถามว่าจะมีทางเลือกใดบ้างในการนำเอานโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนมาใช้อย่างไรเพื่อตอบเป้าหมายการลดความเหลื่อมล้ำ</p>



<p>ดาวน์โหลดได้ที่ :  <a href="https://drive.google.com/file/d/1bILBA79Vdhj-XXTdp1y9hGAorilZ3Xzy/view?usp=sharing" data-type="URL" data-id="https://drive.google.com/file/d/1bILBA79Vdhj-XXTdp1y9hGAorilZ3Xzy/view?usp=sharing">งานวิจัย</a></p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/759/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ 2564/2565</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/748</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/748#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Kan]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 Feb 2023 05:01:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=748</guid>

					<description><![CDATA[ปี 2565 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ภาวะการระบาดของโควิด-19 ได้คลี่คลายลงไปหลังจากที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของแทบทุกคนในสังคมมาเป็นเวลามากกว่าสองปีอย่างไรก็ดี ผลกระทบจากภาวะการระบาดที่เกิดขึ้นนั้นยังคงอยู่ บาดแผลจากการต้องสูญเสียรายได้ ชั่วโมงทำงาน การเพิ่มขึ้นของหนี้สิน และการสูญเสียทรัพย์สิน ยังคงไม่ได้จางหายไปสำหรับผู้คนจำนวนมากในสังคมไทย ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจในช่วงหลังโควิด-19 คลี่คลายลงนั้นก็กลับไม่ได้ดีอย่างทีหลายคนคาดหวังเอาไว้ สภาพเหล่านี้สร้างคำถามกับทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยว่าจะกลายไปเป็นการฟื้นตัวแบบที่ &#8220;ทิ้งคนส่วนหนึ่งไว้ข้างหลัง&#8221; หรือไม่ นอกจากนี้ หากมองแต่เพียงพื้นฐานเดิม ปัญหาที่คงเดิมในเรื่องสภาพความเหลื่อมล้ำของประเทศก็ยังคงอยู่เช่นกัน และยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่ไม่ได้คลี่คลายลงไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นทิศทางความเหลื่อมล้ำที่จากดัชนีชี้วัดในภาพรวมเสมือนจะดีขึ้น แต่หากมองในรายละเอียดแล้วกลับไม่ได้ดีขึ้นจริง ด้วยเพราะการเปลี่ยนแปลงเกิดจากการชะงักงันของรายได้ในกลุ่มชนชั้นกลางระดับบนเป็นสำคัญ ในขณะที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยีและด้านสิ่งแวดล้อมก็กำลังกลายเป็นสภาพความเหลื่อมล้ำด้านใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตคนไทยในอนาคตมากขึ้นเรื่อย ๆ ในด้านของกลุ่มคนที่ประสบปัญหาคุณภาพชีวิตภายใต้ความเหลื่อมล้ำนั้น เป็นที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ กลุ่มอายุที่กำลังอยู่ในภาวะทางเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งก็คือกลุ่มผู้สูงอายุ โดยสัดส่วนผู้สูงอายุในกลุ่มคนยากจนในสังคมไทยนั้นเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่าสังคมสูงอายุนั้นมาถึงประเทศไทยแล้ว และกำลังมาพร้อมกับปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดระหว่างคนสูงอายุจำนวนมากที่ยากจนกับกลุ่มคนที่เหลือ สภาพความเหลื่อมล้ำในลักษณะนี้สร้างคำถามสำคัญถึงทางออกจากปัญหาที่จะยากมากกว่าการลดความเหลื่อมล้ำในกรณีที่สังคมยังเต็มไปด้วยคนในวัยแรงงานอย่างแน่นอน สภาพปัญหาพื้นฐานเดิม ประกอบกับความท้าทายใหม่ เป็นประเด็นสำคัญที่จะถูกถ่ายทอดในรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำประจำปี 2565 นี้ โดยที่ตัวรายงานจะมุ่งไปที่การสำรวจสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทั้งรายกลุ่ม และรายประเด็น รวมไปถึงสำรวจบทบาทของนโยบายในการลดความเหลื่อมล้ำ และผลกระทบของโควิด-19 ต่อความเหลื่อมล้ำ โดยเนื้อหาเหล่านี้ในรายงานได้รับการสังเคราะห์มาจากงานวิจัยที่ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ดำเนินการในช่วงระหว่างปี 2564-2565 นอกจากนี้ตัวรายงานยังนำเอาข้อเขียนของนักวิจัยที่เป็นสมาชิกของศูนย์วิจัยฯ เพื่อมาเสริมในการวิเคราะห์การจัดการปัญหาในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เพื่อสะท้อนให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งที่สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ดาวน์โหลดได้ที่ : https://drive.google.com/drive/folders/1E2kigPc3rkgm2576TjNKOh3UswxO8bPH]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" width="724" height="1024" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2023/02/รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ-2564-724x1024.jpg" alt="" class="wp-image-749" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2023/02/รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ-2564-724x1024.jpg 724w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2023/02/รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ-2564-212x300.jpg 212w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2023/02/รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ-2564-768x1086.jpg 768w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2023/02/รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ-2564-1086x1536.jpg 1086w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2023/02/รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ-2564-1448x2048.jpg 1448w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2023/02/รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ-2564.jpg 1587w" sizes="(max-width: 724px) 100vw, 724px" /></figure>



<p>ปี 2565 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ภาวะการระบาดของโควิด-19 ได้คลี่คลายลงไปหลังจากที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของแทบทุกคนในสังคมมาเป็นเวลามากกว่าสองปี<br>อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากภาวะการระบาดที่เกิดขึ้นนั้นยังคงอยู่ บาดแผลจากการต้องสูญเสียรายได้ ชั่วโมงทำงาน การเพิ่มขึ้นของหนี้สิน และการสูญเสียทรัพย์สิน ยังคงไม่ได้จางหายไปสำหรับผู้คนจำนวนมากในสังคมไทย ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจในช่วงหลังโควิด-19 คลี่คลายลงนั้นก็กลับไม่ได้ดีอย่างทีหลายคนคาดหวังเอาไว้ สภาพเหล่านี้สร้างคำถามกับทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยว่าจะกลายไปเป็นการฟื้นตัวแบบที่ &#8220;ทิ้งคนส่วนหนึ่งไว้ข้างหลัง&#8221; หรือไม่</p>



<p><br>นอกจากนี้ หากมองแต่เพียงพื้นฐานเดิม ปัญหาที่คงเดิมในเรื่องสภาพความเหลื่อมล้ำของประเทศก็ยังคงอยู่เช่นกัน และยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่ไม่ได้คลี่คลายลงไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นทิศทางความเหลื่อมล้ำที่จากดัชนีชี้วัดในภาพรวมเสมือนจะดีขึ้น แต่หากมองในรายละเอียดแล้วกลับไม่ได้ดีขึ้นจริง ด้วยเพราะการเปลี่ยนแปลงเกิดจากการชะงักงันของรายได้ในกลุ่มชนชั้นกลางระดับบนเป็นสำคัญ ในขณะที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยีและด้านสิ่งแวดล้อมก็กำลังกลายเป็นสภาพความเหลื่อมล้ำด้านใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตคนไทยในอนาคตมากขึ้นเรื่อย ๆ<br></p>



<p>ในด้านของกลุ่มคนที่ประสบปัญหาคุณภาพชีวิตภายใต้ความเหลื่อมล้ำนั้น เป็นที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ กลุ่มอายุที่กำลังอยู่ในภาวะทางเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งก็คือกลุ่มผู้สูงอายุ โดยสัดส่วนผู้สูงอายุในกลุ่มคนยากจนในสังคมไทยนั้นเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่าสังคมสูงอายุนั้นมาถึงประเทศไทยแล้ว และกำลังมาพร้อมกับปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดระหว่างคนสูงอายุจำนวนมากที่ยากจนกับกลุ่มคนที่เหลือ สภาพความเหลื่อมล้ำในลักษณะนี้สร้างคำถามสำคัญถึงทางออกจากปัญหาที่จะยากมากกว่าการลดความเหลื่อมล้ำในกรณีที่สังคมยังเต็มไปด้วยคนในวัยแรงงานอย่างแน่นอน</p>



<p><br>สภาพปัญหาพื้นฐานเดิม ประกอบกับความท้าทายใหม่ เป็นประเด็นสำคัญที่จะถูกถ่ายทอดในรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำประจำปี 2565 นี้ โดยที่ตัวรายงานจะมุ่งไปที่การสำรวจสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทั้งรายกลุ่ม และรายประเด็น รวมไปถึงสำรวจบทบาทของนโยบายในการลดความเหลื่อมล้ำ และผลกระทบของโควิด-19 ต่อความเหลื่อมล้ำ โดยเนื้อหาเหล่านี้ในรายงานได้รับการสังเคราะห์มาจากงานวิจัยที่ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ดำเนินการในช่วงระหว่างปี 2564-2565</p>



<p> นอกจากนี้ตัวรายงานยังนำเอาข้อเขียนของนักวิจัยที่เป็นสมาชิกของศูนย์วิจัยฯ เพื่อมาเสริมในการวิเคราะห์การจัดการปัญหาในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เพื่อสะท้อนให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งที่สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย</p>



<p>ดาวน์โหลดได้ที่ : <a href="https://drive.google.com/drive/folders/1E2kigPc3rkgm2576TjNKOh3UswxO8bPH">https://drive.google.com/drive/folders/1E2kigPc3rkgm2576TjNKOh3UswxO8bPH</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/748/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เส้นทางเศรษฐกิจไทย : จากต้มยำกุ้งสู่ต้มกบ</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/742</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/742#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Kan]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Feb 2022 06:51:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=742</guid>

					<description><![CDATA[ดาวน์โหลด e-book เส้นทางเศรษฐกิจไทย วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 นอกจากจะสร้างความเสียหายอย่างยิ่งยวดทั้งทางเศรษฐกิจ ชีวิต และสุขภาวะของสังคมไทย และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในเร็ววันแล้ว ยังทํา ให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกิจกรรมการเรียนการสอนก็เช่นกัน การเรียนการสอนออนไลน์จึงเข้ามาแทนที่วิธีการแบบปกติหนึ่งในอุปสรรคของการเรียนวิธีนี้คือความล่าช้า หรือการเข้าไม่ถึงสิ่งตีพิมพ์ที่ต้องใช้ประกอบการเรียนการสอนสืบเนื่องจากการปิดมหาวิทยาลัยและหอสมุด ด้วยเหตุนี้หนังสือเล่มนี้จึงถือกํา เนิดขึ้นในรูปแบบ eBook เพื่อเปิดให้นักศึกษาเข้าถึงเอกสารประกอบการศึกษาได้อย่างสะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชา “เศรษฐกิจประเทศไทย” ของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งผู้เขียนรับผิดชอบ ในแง่นี้ตั้งแต่บทที่ 3 ของ eBook เล่มนี้เป็นต้นไปจึงเคยตีพิมพ์ในต่างกรรมต่างวาระมาก่อนแล้วทั้งสิ้น ยกเว้นบทที่ 2 เท่านั้นที่ผู้เขียนถือโอกาสนี้เขียนขึ้นใหม่เพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อหา ผู้เขียนถือโอกาสนี้ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ความเห็นต่อทางสํานักพิมพ์ว่า เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้มีคุณค่าเพียงพอแก่การจัดพิมพ์เพื่อการเผยแพร่อย่างกว้างขวางต่อสาธารณชนนอกเหนือไปจากนักศึกษาเท่านั้นยิ่งไปกว่านั้นผู้เขียนขอขอบคุณทุกท่าน ซึ่งมีจํานวนเกินกว่าที่จะกล่าวถึงได้หมดที่ช่วยถกเถียง ให้ข้อมูล กระทั่งช่วยเหลือในงานธุรการต่างๆ แน่นอนว่าความผิดพลาดใดๆ ของหนังสือเล่มนี้เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่ผู้เดียว อภิชาต สถิตนิรามัย]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image size-large"><a href="https://drive.google.com/drive/folders/18cYY2AMUFHYv8HnY8GDB_eor1bCQ5yxx"><img loading="lazy" width="1024" height="766" src="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2022/02/271622499_10159448608415630_1445135803667750792_n-1-1024x766.jpg" alt="" class="wp-image-743" srcset="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2022/02/271622499_10159448608415630_1445135803667750792_n-1-1024x766.jpg 1024w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2022/02/271622499_10159448608415630_1445135803667750792_n-1-300x224.jpg 300w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2022/02/271622499_10159448608415630_1445135803667750792_n-1-768x574.jpg 768w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2022/02/271622499_10159448608415630_1445135803667750792_n-1-1536x1148.jpg 1536w, http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2022/02/271622499_10159448608415630_1445135803667750792_n-1.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></a></figure>



<p class="has-text-align-center"><a href="https://drive.google.com/drive/folders/18cYY2AMUFHYv8HnY8GDB_eor1bCQ5yxx" data-type="URL" data-id="https://drive.google.com/drive/folders/18cYY2AMUFHYv8HnY8GDB_eor1bCQ5yxx">ดาวน์โหลด e-book เส้นทางเศรษฐกิจไทย</a></p>



<p class="has-text-align-center">วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 นอกจากจะสร้างความเสียหายอย่างยิ่งยวดทั้งทางเศรษฐกิจ ชีวิต และสุขภาวะของสังคมไทย และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในเร็ววันแล้ว ยังทํา ให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกิจกรรมการเรียนการสอนก็เช่นกัน การเรียนการสอนออนไลน์จึงเข้ามาแทนที่วิธีการแบบปกติหนึ่งในอุปสรรคของการเรียนวิธีนี้คือความล่าช้า หรือการเข้าไม่ถึงสิ่งตีพิมพ์ที่ต้องใช้ประกอบการเรียนการสอนสืบเนื่องจากการปิดมหาวิทยาลัยและหอสมุด ด้วยเหตุนี้หนังสือเล่มนี้จึงถือกํา เนิดขึ้นในรูปแบบ eBook เพื่อเปิดให้นักศึกษาเข้าถึงเอกสารประกอบการศึกษาได้อย่างสะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชา “เศรษฐกิจประเทศไทย” ของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งผู้เขียนรับผิดชอบ ในแง่นี้ตั้งแต่บทที่ 3 ของ eBook เล่มนี้เป็นต้นไปจึงเคยตีพิมพ์ในต่างกรรมต่างวาระมาก่อนแล้วทั้งสิ้น ยกเว้นบทที่ 2 เท่านั้นที่ผู้เขียนถือโอกาสนี้เขียนขึ้นใหม่เพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อหา</p>



<p class="has-text-align-center"><br>ผู้เขียนถือโอกาสนี้ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ความเห็นต่อทางสํานักพิมพ์ว่า เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้มีคุณค่าเพียงพอแก่การจัดพิมพ์เพื่อการเผยแพร่อย่างกว้างขวางต่อสาธารณชนนอกเหนือไปจากนักศึกษาเท่านั้นยิ่งไปกว่านั้นผู้เขียนขอขอบคุณทุกท่าน ซึ่งมีจํานวนเกินกว่าที่จะกล่าวถึงได้หมดที่ช่วยถกเถียง ให้ข้อมูล กระทั่งช่วยเหลือในงานธุรการต่างๆ แน่นอนว่าความผิดพลาดใดๆ ของหนังสือเล่มนี้เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่ผู้เดียว<br></p>



<p class="has-text-align-right">อภิชาต สถิตนิรามัย</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/742/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ 2563</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/668</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/668#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Kan]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Mar 2021 07:36:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=668</guid>

					<description><![CDATA[ในรอบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ก้าวผ่านสถานการณ์มากมายที่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพความเหลื่อมล้ำ ในขณะที่เศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศยังอยู่ในภาวะชะลอตัว การเกิดขึ้นของวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ได้กลายเป็นสภาวะที่ส่งผลกระทบกับประชาชนทุกคนในประเทศ ทำให้ชีวิตทุกคนต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แน่นอนว่าผลกระทบจากโควิด-19 ย่อมส่งผลให้สภาพความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไป ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม &#160;คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เริ่มต้นผลิตงานวิจัยอย่างต่อเนื่องในการศึกษาหลากหลายแง่มุมของความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย งานวิจัยของศูนย์ฯครอบคลุมทั้งการติดตามสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย การศึกษารากฐานของปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหา การทำความเข้าใจแง่มุมใหม่ๆของความเหลื่อมล้ำทั้งในประเทศไทยและในระดับสากล แม้ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม ยังได้เดินหน้างานวิจัยเพื่อศึกษาแง่มุมต่างๆข้างต้น ทางศูนย์ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคมจึงได้รวบรวมและทำการสรุปเนื้อหาที่มีประโยชน์กับการติดตามสภาพความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยไว้ในรายงานฉบับนี้ โดยรายงานจะแบ่งออกเป็นสามส่วน ประกอบไปด้วยส่วนแรก สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ซึ่งสรุปมาจากงานวิจัยที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยจากชุดข้อมูลล่าสุดที่มีอยู่ ส่วนที่สอง คือองค์ความรู้เรื่องความเหลื่อมล้ำ โดยในส่วนนี้จะเป็นการย่อยข้อค้นพบหลักจากงานวิจัยกว่าสิบชิ้นที่ศูนย์ฯได้มีบทบาทในการสนับสนุน และส่วนสุดท้ายของรายงานนี้จะเป็นการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยจากวิกฤตโควิด-19]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในรอบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ก้าวผ่านสถานการณ์มากมายที่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพความเหลื่อมล้ำ ในขณะที่เศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศยังอยู่ในภาวะชะลอตัว การเกิดขึ้นของวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ได้กลายเป็นสภาวะที่ส่งผลกระทบกับประชาชนทุกคนในประเทศ ทำให้ชีวิตทุกคนต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แน่นอนว่าผลกระทบจากโควิด-19 ย่อมส่งผลให้สภาพความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไป</p>



<p>ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม &nbsp;คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เริ่มต้นผลิตงานวิจัยอย่างต่อเนื่องในการศึกษาหลากหลายแง่มุมของความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย งานวิจัยของศูนย์ฯครอบคลุมทั้งการติดตามสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย การศึกษารากฐานของปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหา การทำความเข้าใจแง่มุมใหม่ๆของความเหลื่อมล้ำทั้งในประเทศไทยและในระดับสากล แม้ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม ยังได้เดินหน้างานวิจัยเพื่อศึกษาแง่มุมต่างๆข้างต้น</p>



<p>ทางศูนย์ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคมจึงได้รวบรวมและทำการสรุปเนื้อหาที่มีประโยชน์กับการติดตามสภาพความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยไว้ในรายงานฉบับนี้ โดยรายงานจะแบ่งออกเป็นสามส่วน ประกอบไปด้วยส่วนแรก สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ซึ่งสรุปมาจากงานวิจัยที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยจากชุดข้อมูลล่าสุดที่มีอยู่ ส่วนที่สอง คือองค์ความรู้เรื่องความเหลื่อมล้ำ โดยในส่วนนี้จะเป็นการย่อยข้อค้นพบหลักจากงานวิจัยกว่าสิบชิ้นที่ศูนย์ฯได้มีบทบาทในการสนับสนุน และส่วนสุดท้ายของรายงานนี้จะเป็นการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยจากวิกฤตโควิด-19</p>


<a href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2021/03/รายงานความเหลื่อมล้ำ_รวม-26-3-1.pdf" class="pdfemb-viewer" style="" data-width="max" data-height="max" data-mobile-width="500"  data-scrollbar="none" data-download="on" data-tracking="on" data-newwindow="on" data-pagetextbox="off" data-scrolltotop="off" data-startzoom="100" data-startfpzoom="100" data-toolbar="bottom" data-toolbar-fixed="off">รายงานความเหลื่อมล้ำ_รวม-26-3-1<br/></a>
<p class="wp-block-pdfemb-pdf-embedder-viewer"></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/668/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนกับการลดความเหลื่อมล้ำ: บทวิเคราะห์ประสบการณ์จากต่างประเทศสำหรับสร้างข้อเสนอให้กับประเทศไทย</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/530</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/530#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Kan]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 18 Aug 2019 21:21:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=530</guid>

					<description><![CDATA[นโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน ประเทศไทยได้หันมาเน้นสวัสดิการในรูปแบบนี้มากขึ้น โดยเฉพาะในการวางยุทธศาสตร์ของประเทศด้านการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แม้ว่านโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนจะถูกมองว่าช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบสวัสดิการจากการกระจายทรัพยากรไปที่เฉพาะกลุ่มคนที่ยากจน แต่ก็ยังมีคำถามอยู่มากถึงศักยภาพของนโยบายรูปแบบนี้ในการลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยเพราะยังมีปัญหาที่เกี่ยวข้องในการนำนโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนไปใช้จริงหลากหลายประการ การใช้นโยบายรูปแบบนี้ยังเชื่อมโยงกับปัจจัยอื่นๆที่แวดล้อมระบบสวัสดิการและมีนัยยะสำคัญต่อความเหลื่อมล้ำ ด้วยเหตุนี้ การสำรวจประสบการณ์จากต่างประเทศ ทั้งในด้านของลักษณะการนำเอานโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนไปใช้ รวมถึงการจัดวางนโยบายเข้ากับสวัสดิการแบบอื่นๆ และที่สำคัญคือการวิเคราะห์นัยยะของการใช้สวัสดิการแบบเจาะจงที่คนในทางที่แตกต่างกันกับผลในการลดความเหลื่อมล้ำ จะเป็นฐานสำคัญในการวิเคราะห์เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่มีประโยชน์ต่อการออกแบบระบบสวัสดิการของประเทศไทย โดยเฉพาะในการตอบคำถามว่าจะมีทางเลือกใดบ้างในการนำเอานโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนมาใช้อย่างไรเพื่อตอบเป้าหมายการลดความเหลื่อมล้ำ ดาวน์โหลดได้ที่ : นโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนกับการลดความเหลื่อมล้ำ  ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน ประเทศไทยได้หันมาเน้นสวัสดิการในรูปแบบนี้มากขึ้น โดยเฉพาะในการวางยุทธศาสตร์ของประเทศด้านการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แม้ว่านโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนจะถูกมองว่าช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบสวัสดิการจากการกระจายทรัพยากรไปที่เฉพาะกลุ่มคนที่ยากจน แต่ก็ยังมีคำถามอยู่มากถึงศักยภาพของนโยบายรูปแบบนี้ในการลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยเพราะยังมีปัญหาที่เกี่ยวข้องในการนำนโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนไปใช้จริงหลากหลายประการ การใช้นโยบายรูปแบบนี้ยังเชื่อมโยงกับปัจจัยอื่นๆที่แวดล้อมระบบสวัสดิการและมีนัยยะสำคัญต่อความเหลื่อมล้ำ ด้วยเหตุนี้ การสำรวจประสบการณ์จากต่างประเทศ ทั้งในด้านของลักษณะการนำเอานโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนไปใช้ รวมถึงการจัดวางนโยบายเข้ากับสวัสดิการแบบอื่นๆ และที่สำคัญคือการวิเคราะห์นัยยะของการใช้สวัสดิการแบบเจาะจงที่คนในทางที่แตกต่างกันกับผลในการลดความเหลื่อมล้ำ จะเป็นฐานสำคัญในการวิเคราะห์เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่มีประโยชน์ต่อการออกแบบระบบสวัสดิการของประเทศไทย โดยเฉพาะในการตอบคำถามว่าจะมีทางเลือกใดบ้างในการนำเอานโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนมาใช้อย่างไรเพื่อตอบเป้าหมายการลดความเหลื่อมล้ำ</p>
<p>ดาวน์โหลดได้ที่ : <a href="https://drive.google.com/file/d/1bILBA79Vdhj-XXTdp1y9hGAorilZ3Xzy/view?usp=sharing">นโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนกับการลดความเหลื่อมล้ำ</a></p>
<p> </p>


<p class="has-text-align-right"></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/530/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การสำรวจและการประเมินส่วนแบ่งรายได้ของกลุ่มผู้มีรายได้สูงในประเทศไทยโดยใช้ฐานข้อมูลภาษีเงินได้</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/301</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/301#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jul 2019 04:16:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=301</guid>

					<description><![CDATA[การชี้วัดจากข้อมูลการสำรวจสภาพเศรษฐกิจและสังคมบ่งบอกว่าความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในไทยได้ขึ้นสู่จุดสูงสุดในปี 2535 และค่อย ๆ ลดระดับลงในระยะยาว โดยในปี 2558 มีค่าเท่ากับ 44.5 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี อย่างไรก็ตามได้มีผู้วิจารณ์ว่าการชี้วัดดังกล่าวอาจผิดจากความเป็นจริงเป็นอย่างมากเนื่องจากข้อจำกัดของข้อมูลดังนั้นจึงได้มีงานวิจัยที่พยายามวัดความเหลื่อมล้ำที่มุ่งเน้นไปยังกลุ่มผู้มีรายได้สูงที่คาดว่าจะเป็นแหล่งที่มาของความเหลื่อมล้ำในระยะหลัง งานวิจัยชิ้นนี้เป็นอีกความพยายามหนึ่งที่จะศึกษาสภาพความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยโดยใช้มุมมองจากความเหลื่อมล้ำในระดับบน เนื่องจากได้รับความอนุเคราะห์ให้เข้าถึงฐานข้อมูลภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผู้วิจัยจึงเลือกประมาณส่วนแบ่งรายได้ของกลุ่มคนในระดับบนโดยใช้วิธีการแทรกค่าแบบพาเรโตซึ่งเป็นวิธีการที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในงานวิจัยในประเทศต่าง ๆ ถึงแม้ว่าข้อมูลที่สมบูรณ์ยังอยู่ในช่วงของการรวบรวมแต่จากการใช้ข้อมูลเบื้องต้นที่ยังไม่ได้รับการปรับปรุงทำให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจดังนี้ ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยกำลังเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมาซึ่งเป็นภาพที่ขัดแย้งจากการชี้วัดจากการสำรวจโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้กลุ่มคนที่ได้รับผลประโยชน์อย่างมากจากการเจริญเติบโตทางเศรษกิจในช่วงเวลาดังกล่าวคือกลุ่มคนระดับบนจำนวนเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ประการต่อมาคือกลุ่มคนดังกล่าวมีส่วนแบ่งรายได้อยู่ในระดับสูงมากคือ 13%-16% ซึ่งถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ผลลัพธ์ประการสุดท้ายคือ นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในปี 2555 อาจส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำลดลงได้มาก]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>การชี้วัดจากข้อมูลการสำรวจสภาพเศรษฐกิจและสังคมบ่งบอกว่าความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในไทยได้ขึ้นสู่จุดสูงสุดในปี 2535 และค่อย ๆ ลดระดับลงในระยะยาว โดยในปี 2558 มีค่าเท่ากับ 44.5 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี อย่างไรก็ตามได้มีผู้วิจารณ์ว่าการชี้วัดดังกล่าวอาจผิดจากความเป็นจริงเป็นอย่างมากเนื่องจากข้อจำกัดของข้อมูลดังนั้นจึงได้มีงานวิจัยที่พยายามวัดความเหลื่อมล้ำที่มุ่งเน้นไปยังกลุ่มผู้มีรายได้สูงที่คาดว่าจะเป็นแหล่งที่มาของความเหลื่อมล้ำในระยะหลัง งานวิจัยชิ้นนี้เป็นอีกความพยายามหนึ่งที่จะศึกษาสภาพความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยโดยใช้มุมมองจากความเหลื่อมล้ำในระดับบน เนื่องจากได้รับความอนุเคราะห์ให้เข้าถึงฐานข้อมูลภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผู้วิจัยจึงเลือกประมาณส่วนแบ่งรายได้ของกลุ่มคนในระดับบนโดยใช้วิธีการแทรกค่าแบบพาเรโตซึ่งเป็นวิธีการที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในงานวิจัยในประเทศต่าง ๆ ถึงแม้ว่าข้อมูลที่สมบูรณ์ยังอยู่ในช่วงของการรวบรวมแต่จากการใช้ข้อมูลเบื้องต้นที่ยังไม่ได้รับการปรับปรุงทำให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจดังนี้ ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยกำลังเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมาซึ่งเป็นภาพที่ขัดแย้งจากการชี้วัดจากการสำรวจโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้กลุ่มคนที่ได้รับผลประโยชน์อย่างมากจากการเจริญเติบโตทางเศรษกิจในช่วงเวลาดังกล่าวคือกลุ่มคนระดับบนจำนวนเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ประการต่อมาคือกลุ่มคนดังกล่าวมีส่วนแบ่งรายได้อยู่ในระดับสูงมากคือ 13%-16% ซึ่งถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ผลลัพธ์ประการสุดท้ายคือ นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในปี 2555 อาจส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำลดลงได้มาก</p>



<div class="wp-block-file"><a href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/ApichatEngJun2013.pdf">ApichatEngJun2013</a><a href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/07/ApichatEngJun2013.pdf" class="wp-block-file__button" download>Download</a></div>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/301/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การต่อสู้ทางเศรษฐกิจการเมืองของคณะราษฎรเพื่อสร้างความเป็นธรรม</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/297</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/297#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jul 2019 04:15:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=297</guid>

					<description><![CDATA[ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 การเมืองไทยอยู่ในสภาวะไร้เสถียรภาพเป็นอย่างยิ่ง&#160; การต่อสู้-โต้ตอบทางการเมืองกลับไปกลับมาระหว่างกลุ่มผู้ปกครองเดิมกับผู้ปกครองกลุ่มใหม่นั้นเป็นไปอย่างเข้มข้นและรุนแรงตลอดช่วงเวลา 2475-2500 คำถามที่น่าสนใจจึงมีอยู่ว่า หนึ่ง ทำไมทั้งสองฝ่ายจึงมีการต่อสู้อย่างยืดเยื้อตลอดช่วงเวลา 25 ปี โดยไม่มีการประนีประนอมอย่างจริงจังเกิดขึ้น และ สอง เหตุใดทั้งสองฝ่ายจึงไม่สามารถประนีประนอมกันได้และต้องสู้กันถึงขั้นแตกหัก ทั้งที่การต่อสู้นั้นทำให้ทั้งสองฝ่ายเสียประโยชน์จากต้นทุนทางตรงที่ทั้งคู่ได้เสียไปในการต่อสู้ และจากค่าเสียโอกาส (opportunity cost) ที่เศรษฐกิจจะขยายตัวได้มากขึ้นหากการเมืองมีเสถียรภาพ งานวิจัยฉบับนี้จะมุ่งตอบคำถามทั้งสองข้อข้างต้น&#160; โดยตั้งสมมติฐานว่า แม้ฉากหน้าของการต่อสู้อย่างยืดเยื้อจะเป็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่ม “คณะเจ้า” กับกลุ่ม “คณะราษฎร” แต่สาเหตุที่แท้จริงนั้นอาจเป็นความขัดแย้งทางเศรษฐกิจอันเกิดจากความพยายามที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเป็นธรรมของคณะราษฎร ทั้งนี้งานศึกษาฉบับนี้จะศึกษาจากหลักฐานเอกสารชั้นสองในประเด็นการปฏิรูประบบภาษี การปฏิรูปที่ดิน การปฏิรูประบบกรรมสิทธิ์ระหว่างรัฐกับองค์ประมุข และการปฏิรูประบบสวัดิการสังคม (ด้านการศึกษาและการสาธารณสุข) นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในเดือนมิถุนายน 2475 จนถึงการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ในเดือนกันยายน 2500 โดยใช้กรอบทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองในสาย “rational choice” ทั้งในแบบเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 การเมืองไทยอยู่ในสภาวะไร้เสถียรภาพเป็นอย่างยิ่ง&nbsp; การต่อสู้-โต้ตอบทางการเมืองกลับไปกลับมาระหว่างกลุ่มผู้ปกครองเดิมกับผู้ปกครองกลุ่มใหม่นั้นเป็นไปอย่างเข้มข้นและรุนแรงตลอดช่วงเวลา 2475-2500 คำถามที่น่าสนใจจึงมีอยู่ว่า หนึ่ง ทำไมทั้งสองฝ่ายจึงมีการต่อสู้อย่างยืดเยื้อตลอดช่วงเวลา 25 ปี โดยไม่มีการประนีประนอมอย่างจริงจังเกิดขึ้น และ สอง เหตุใดทั้งสองฝ่ายจึงไม่สามารถประนีประนอมกันได้และต้องสู้กันถึงขั้นแตกหัก ทั้งที่การต่อสู้นั้นทำให้ทั้งสองฝ่ายเสียประโยชน์จากต้นทุนทางตรงที่ทั้งคู่ได้เสียไปในการต่อสู้ และจากค่าเสียโอกาส (opportunity cost) ที่เศรษฐกิจจะขยายตัวได้มากขึ้นหากการเมืองมีเสถียรภาพ								</p>



<p>งานวิจัยฉบับนี้จะมุ่งตอบคำถามทั้งสองข้อข้างต้น&nbsp; โดยตั้งสมมติฐานว่า แม้ฉากหน้าของการต่อสู้อย่างยืดเยื้อจะเป็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่ม “คณะเจ้า” กับกลุ่ม “คณะราษฎร” แต่สาเหตุที่แท้จริงนั้นอาจเป็นความขัดแย้งทางเศรษฐกิจอันเกิดจากความพยายามที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเป็นธรรมของคณะราษฎร ทั้งนี้งานศึกษาฉบับนี้จะศึกษาจากหลักฐานเอกสารชั้นสองในประเด็นการปฏิรูประบบภาษี การปฏิรูปที่ดิน การปฏิรูประบบกรรมสิทธิ์ระหว่างรัฐกับองค์ประมุข และการปฏิรูประบบสวัดิการสังคม (ด้านการศึกษาและการสาธารณสุข) นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในเดือนมิถุนายน 2475 จนถึงการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ในเดือนกันยายน 2500 โดยใช้กรอบทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองในสาย “rational choice” ทั้งในแบบเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/297/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มิติความเหลื่อมล้ำแนวนอนของสวัสดิการและภาษีในประเทศไทย: กรณีชั้นรายได้เดียวกันระหว่างภาคเศรษฐกิจในระบบทางการและภาคเศรษฐกิจนอกระบบทางการ</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/293</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/293#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jul 2019 04:14:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=293</guid>

					<description><![CDATA[ภาคเศรษฐกิจในระบบที่เป็นทางการหมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่มีการบันทึกรายได้รายจ่าย และรายละเอียดข้อมูลต่างๆอยู่ในระบบทางการ ซึ่งผู้ที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ จะมีข้อมูลรายได้ประจำอยู่ในระบบ มีการจ่ายเงินสมทบเข้าระบบประกันสังคม และหากรายได้ถึงระดับขั้นต่ำที่จะต้องเสียภาษี ก็จะต้องเป็นผู้เสียภาษีเงินได้ด้วย &#160; ภาคเศรษฐกิจนอกระบบที่เป็นทางการหมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่ไม่มีการบรรทุกรายได้รายจ่าย และรายละเอียดข้อมูลต่างๆอยู่ในระบบทางการ ซึ่งผู้ที่อยู่นอกระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ อาจจะมีรายได้มากหรือน้อยก็ได้ แต่ข้อมูลดังกล่าวจะไม่มีการบันทึกเข้าในระบบ และไม่มีว่าจะมีระดับรายได้เท่าใด ก็มีกฎหมายบังคับให้การจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม และไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา งานวิจัยที่ผ่านมาในประเทศไทยจำนวนมาก ได้ทำการวิเคราะห์ประเด็นความเหลื่อมล้ำแนวตั้ง (Vertical Inequality) หรือความเหลื่อมล้ำระหว่างบุคคลที่อยู่กันคนละชั้นรายได้ อันเกิดจากปัจจัยด้านสถานะเศรษฐกิจ สังคม หรือ วัฒนธรรม เป็นต้น&#160; แต่ยังมีงานวิจัยไม่มากนัก ที่ให้ความสนใจในประเด็นความเหลื่อมล้ำแนวนอน (Horizontal Inequality) หรือความเหลื่อล้ำระหว่างบุคคลที่อยู่ในชั้นรายได้เดียวกัน อันเกิดจากปัจจัยในลักษณะเดียวกันกับที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำแนวตั้ง เช่น การทำงานอยู่ในระบบและนอกระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ&#160; หรือความเหลื่อมล้ำระหว่างบุคคลในองค์กรเดียวกัน มีคุณสมบัติและรายได้ใกล้เคียงกัน แต่มีสถานะบรรจุเข้าในองค์กรที่แตกต่างกัน&#160; ปัจจุบันรัฐบาลมีการช่วยเหลือและสวัสดิการต่างๆ โดยเน้นไปที่กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย ซึงงานวิจัยที่ผ่านมา (ในหัวข้อวรรณกรรม) แสดงให้ถึงการลดความเหลื่อมล้ำในแนวตั้ง (Vertical Inequity) อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่ของความเหลื่อมล้ำแนวนอน (Horizontal Inequity) อาจพบว่าคนที่มีรายได้น้อยด้วยกัน หรือรายได้ระดับเดียวกัน หากอยู่ในระบบกลับได้รับสวัสดิการสุทธิน้อยกว่าคนที่อยู่นอกระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ&#160; ปรากฏการเช่นนี้ สะท้อนถึงช่องว่างของงานวิจัย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>		ภาคเศรษฐกิจในระบบที่เป็นทางการหมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่มีการบันทึกรายได้รายจ่าย และรายละเอียดข้อมูลต่างๆอยู่ในระบบทางการ ซึ่งผู้ที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ จะมีข้อมูลรายได้ประจำอยู่ในระบบ มีการจ่ายเงินสมทบเข้าระบบประกันสังคม และหากรายได้ถึงระดับขั้นต่ำที่จะต้องเสียภาษี ก็จะต้องเป็นผู้เสียภาษีเงินได้ด้วย &nbsp;</p>



<p>		ภาคเศรษฐกิจนอกระบบที่เป็นทางการหมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่ไม่มีการบรรทุกรายได้รายจ่าย และรายละเอียดข้อมูลต่างๆอยู่ในระบบทางการ ซึ่งผู้ที่อยู่นอกระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ อาจจะมีรายได้มากหรือน้อยก็ได้ แต่ข้อมูลดังกล่าวจะไม่มีการบันทึกเข้าในระบบ และไม่มีว่าจะมีระดับรายได้เท่าใด ก็มีกฎหมายบังคับให้การจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม และไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา</p>



<p>		งานวิจัยที่ผ่านมาในประเทศไทยจำนวนมาก ได้ทำการวิเคราะห์ประเด็นความเหลื่อมล้ำแนวตั้ง (Vertical Inequality) หรือความเหลื่อมล้ำระหว่างบุคคลที่อยู่กันคนละชั้นรายได้ อันเกิดจากปัจจัยด้านสถานะเศรษฐกิจ สังคม หรือ วัฒนธรรม เป็นต้น&nbsp; แต่ยังมีงานวิจัยไม่มากนัก ที่ให้ความสนใจในประเด็นความเหลื่อมล้ำแนวนอน (Horizontal Inequality) หรือความเหลื่อล้ำระหว่างบุคคลที่อยู่ในชั้นรายได้เดียวกัน อันเกิดจากปัจจัยในลักษณะเดียวกันกับที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำแนวตั้ง เช่น การทำงานอยู่ในระบบและนอกระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ&nbsp; หรือความเหลื่อมล้ำระหว่างบุคคลในองค์กรเดียวกัน มีคุณสมบัติและรายได้ใกล้เคียงกัน แต่มีสถานะบรรจุเข้าในองค์กรที่แตกต่างกัน&nbsp;</p>



<p>		ปัจจุบันรัฐบาลมีการช่วยเหลือและสวัสดิการต่างๆ โดยเน้นไปที่กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย ซึงงานวิจัยที่ผ่านมา (ในหัวข้อวรรณกรรม) แสดงให้ถึงการลดความเหลื่อมล้ำในแนวตั้ง (Vertical Inequity) อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่ของความเหลื่อมล้ำแนวนอน (Horizontal Inequity) อาจพบว่าคนที่มีรายได้น้อยด้วยกัน หรือรายได้ระดับเดียวกัน หากอยู่ในระบบกลับได้รับสวัสดิการสุทธิน้อยกว่าคนที่อยู่นอกระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ&nbsp; ปรากฏการเช่นนี้ สะท้อนถึงช่องว่างของงานวิจัย ที่ยังไม่ได้พิจารณาในมิติแนวนอน และยังไม่มีข้อค้นพบที่ประจักษ์ ว่านโยบายสวัสดิการและภาษี (พิจารณาแบบควบคู่กันเป็นองค์รวม) ที่ภาครัฐดำเนินการอยู่ส่งผลกระทบอย่างไรต่อความเหลื่อมล้ำระหว่างคนทำงานที่มีรายได้เท่ากันในแต่ละชั้นรายได้ แต่อยู่ในระบบกับนอกระบบเศรษฐกิจทางการ&nbsp; บั่นทอนความยินดีของคนทำงานที่จะเข้ามาอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการอย่างไร และขนาดมีผลกระทบต่อฐานภาษีเงินได้ภาครัฐอย่างไร ประเด็นนี้มีนัยยะสำคัญต่อการนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายทีเกิดความสมดุลในการพัฒนาคนและระบบเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องพิจารณาในมิติแนวนอนด้วย เพื่อให้นโยบายสามารถครอบคลุมผู้ที่มีรายได้น้อยในทุกภาคส่วนอย่างเสมอภาค</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/293/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การศึกษาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในประเทศไทย</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/290</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/290#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jul 2019 04:13:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=290</guid>

					<description><![CDATA[การจัดเก็บภาษีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในส่วนของภาษีจัดเก็บเองที่สำคัญในปัจจุบันคือ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งภาษีทั้ง 2 ประเภทนี้เป็นภาษีที่มีการจัดเก็บมาเป็นเวลานานและมีข้อบกพร่องหลายประการ ทำให้ไม่สามารถเป็นแหล่งรายได้ที่ดีให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่มีหลักเกณฑ์ที่มีมาตรฐานชัดเจนและเป็นปัจจุบัน จึงได้เกิดแนวคิดในการยกเลิกการจัดเก็บภาษีทั้ง 2 ประเภทนี้ และให้มีการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแทน โดยเป็นการจัดเก็บจากเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง บนฐานภาษีที่เป็นมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จากราคาประเมินที่เป็นปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้มีหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บที่ชัดเจน เป็นการจัดเก็บภาษีบนหลักความสามารถในการจ่าย (Ability to Pay Principle) คือใครเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาก ก็เสียภาษีมาก ใครเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างน้อย ก็เสียภาษีน้อย ใครไม่มีทีดินและสิ่งปลูกสร้างในครอบครองก็ไม่ต้องเสียภาษี และยังเป็นการจัดเก็บภาษีบนหลักผลประโยชน์ (Benefit Principle) นั่นคือ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำมาพัฒนาท้องถิ่นและให้บริการสาธารณะแก่คนในท้องถิ่น ดังนั้นผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในท้องถิ่นนั้น จึงเป็นผู้รับประโยชน์จากการพัฒนาดังกล่าว &#160; การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยมีฐานภาษีที่กว้างขึ้นกว่าการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ ดังนั้นจึงควรมีการศึกษาว่า การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง ทั้งในด้านผู้ถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในระดับมหภาค]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>	การจัดเก็บภาษีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในส่วนของภาษีจัดเก็บเองที่สำคัญในปัจจุบันคือ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งภาษีทั้ง 2 ประเภทนี้เป็นภาษีที่มีการจัดเก็บมาเป็นเวลานานและมีข้อบกพร่องหลายประการ ทำให้ไม่สามารถเป็นแหล่งรายได้ที่ดีให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่มีหลักเกณฑ์ที่มีมาตรฐานชัดเจนและเป็นปัจจุบัน จึงได้เกิดแนวคิดในการยกเลิกการจัดเก็บภาษีทั้ง 2 ประเภทนี้ และให้มีการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแทน โดยเป็นการจัดเก็บจากเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง บนฐานภาษีที่เป็นมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จากราคาประเมินที่เป็นปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้มีหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บที่ชัดเจน เป็นการจัดเก็บภาษีบนหลักความสามารถในการจ่าย (Ability to Pay Principle) คือใครเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาก ก็เสียภาษีมาก ใครเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างน้อย ก็เสียภาษีน้อย ใครไม่มีทีดินและสิ่งปลูกสร้างในครอบครองก็ไม่ต้องเสียภาษี และยังเป็นการจัดเก็บภาษีบนหลักผลประโยชน์ (Benefit Principle) นั่นคือ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำมาพัฒนาท้องถิ่นและให้บริการสาธารณะแก่คนในท้องถิ่น ดังนั้นผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในท้องถิ่นนั้น จึงเป็นผู้รับประโยชน์จากการพัฒนาดังกล่าว &nbsp;</p>



<p>	การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยมีฐานภาษีที่กว้างขึ้นกว่าการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ ดังนั้นจึงควรมีการศึกษาว่า การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง ทั้งในด้านผู้ถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในระดับมหภาค</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/290/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยโดยใช้ข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศ</title>
		<link>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/285</link>
					<comments>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/285#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[warong]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jul 2019 04:11:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.crisp.econ.tu.ac.th/?p=285</guid>

					<description><![CDATA[จากการที่ประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ และกระบวนการพัฒนาได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างของเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งนอกจากจะทำให้รายได้เฉลี่ยต่อประชากรสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว ดัชนีชี้ระดับการพัฒนาในหลายหมวดหมู่ก็ได้แสดงให้เห็นถึงการยกระดับที่สูงขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าดัชนีในระดับมหภาคจะแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อพิจารณาถึงการกระจายตัวของการพัฒนาจะพบว่า เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพและปริมณฑลกับจังหวัดอื่นๆ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงประกอบด้วยสองส่วนหลัก โดยในส่วนแรกมุ่งเน้นการพัฒนาระบบฐานข้อมูลในรูปแบบของข้อมูลภูมิสารสนเทศ (GIS) ซึ่งรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (เช่น สำมะโนประชากรและการเคหะ&#160; สำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม ผลสำรวจภาวะการทำงานของประชากรฯลฯ) และข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมสำรวจ ซึ่งแสดงถึงคุณสมบัติทางกายภาพของพื้นที่ โดยในปัจจุบัน ข้อมูลจากดาวเทียมได้รับการพัฒนาให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ และมีข้อได้เปรียบในด้านของความละเอียดเชิงพื้นที่และความทันสมัยของข้อมูล&#160; ในส่วนที่สองของงานวิจัย จะเป็นการนำฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศที่จัดสร้างขึ้นมาใช้วิเคราะห์ร่วมกับวิธีการคำนวณทางภูมิสถิติ (Spatial Statistics) และภูมิเศรษฐมิติ (Spatial Econometrics)&#160; ซึ่งจะเป็นแสดงให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของข้อมูลภูมิสารสนเทศและเครื่องมือวิเคราะห์ทั้งสองประเภท ซึ่งช่วยให้เห็นถึงคุณลักษณะของตัวแปรต่างๆ ในมิติเชิงพื้นที่ รวมถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดการกระจุกตัวหรือกระจายตัวของข้อมูล ดังนั้นงานวิจัยนี้จะเป็นการวางรากฐานทั้งในด้านการจัดเตรียมฐานข้อมูล และนำเสนอเครื่องมือวิเคราะห์ที่สามารถเป็นทางเลือกเพิ่มเติมในการวิเคราะห์ปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำ ซึ่งนักวิจัยอื่นๆ สามารถนำข้อมูลและเครื่องมือมาใช้ต่อยอดงานวิจัยในสาขาที่เกี่ยวข้องได้ในอนาคต&#160; &#160; เอกสารประกอบการบรรยาย วันที่ 9 กันยายน 2562 &#124; ณ ห้องกมลฤดี ชั้น ๒ โรงแรม เดอะ สุโกศล ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>จากการที่ประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ และกระบวนการพัฒนาได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างของเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งนอกจากจะทำให้รายได้เฉลี่ยต่อประชากรสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว ดัชนีชี้ระดับการพัฒนาในหลายหมวดหมู่ก็ได้แสดงให้เห็นถึงการยกระดับที่สูงขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าดัชนีในระดับมหภาคจะแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อพิจารณาถึงการกระจายตัวของการพัฒนาจะพบว่า เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพและปริมณฑลกับจังหวัดอื่นๆ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงประกอบด้วยสองส่วนหลัก โดยในส่วนแรกมุ่งเน้นการพัฒนาระบบฐานข้อมูลในรูปแบบของข้อมูลภูมิสารสนเทศ (GIS) ซึ่งรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (เช่น สำมะโนประชากรและการเคหะ&nbsp; สำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม ผลสำรวจภาวะการทำงานของประชากรฯลฯ) และข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมสำรวจ ซึ่งแสดงถึงคุณสมบัติทางกายภาพของพื้นที่ โดยในปัจจุบัน ข้อมูลจากดาวเทียมได้รับการพัฒนาให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ และมีข้อได้เปรียบในด้านของความละเอียดเชิงพื้นที่และความทันสมัยของข้อมูล&nbsp;</p>



<p>ในส่วนที่สองของงานวิจัย จะเป็นการนำฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศที่จัดสร้างขึ้นมาใช้วิเคราะห์ร่วมกับวิธีการคำนวณทางภูมิสถิติ (Spatial Statistics) และภูมิเศรษฐมิติ (Spatial Econometrics)&nbsp; ซึ่งจะเป็นแสดงให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของข้อมูลภูมิสารสนเทศและเครื่องมือวิเคราะห์ทั้งสองประเภท ซึ่งช่วยให้เห็นถึงคุณลักษณะของตัวแปรต่างๆ ในมิติเชิงพื้นที่ รวมถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดการกระจุกตัวหรือกระจายตัวของข้อมูล ดังนั้นงานวิจัยนี้จะเป็นการวางรากฐานทั้งในด้านการจัดเตรียมฐานข้อมูล และนำเสนอเครื่องมือวิเคราะห์ที่สามารถเป็นทางเลือกเพิ่มเติมในการวิเคราะห์ปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำ ซึ่งนักวิจัยอื่นๆ สามารถนำข้อมูลและเครื่องมือมาใช้ต่อยอดงานวิจัยในสาขาที่เกี่ยวข้องได้ในอนาคต&nbsp; &nbsp;</p>



<h3>เอกสารประกอบการบรรยาย </h3>



<h4>วันที่ 9 กันยายน 2562 | ณ ห้องกมลฤดี ชั้น ๒ โรงแรม เดอะ สุโกศล ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร </h4>



<div class="wp-block-file"><a href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/09/กำหนดการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ-9-กันยายน-2562-1-1.pdf">กำหนดการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ-9-กันยายน-2562-1-1</a><a href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/09/กำหนดการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ-9-กันยายน-2562-1-1.pdf" class="wp-block-file__button" download>Download</a></div>



<div class="wp-block-file"><a href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/09/รายงานความก้าวหน้า-สกว-Focus-Group-9-กันยายน-2562-_FINAL-บีบอัด.pdf">รายงานความก้าวหน้า-สกว-Focus-Group-9-กันยายน-2562-_FINAL</a><a href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/09/รายงานความก้าวหน้า-สกว-Focus-Group-9-กันยายน-2562-_FINAL-บีบอัด.pdf" class="wp-block-file__button" download>Download</a></div>



<div class="wp-block-file"><a href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/09/ภาพรวมโครงการ-สกว-Focus-Group-9-กันยายน-2562-.pdf">ภาพรวมโครงการ-สกว-Focus-Group-9-กันยายน-2562-</a><a href="http://www.crisp.econ.tu.ac.th/wp-content/uploads/2019/09/ภาพรวมโครงการ-สกว-Focus-Group-9-กันยายน-2562-.pdf" class="wp-block-file__button" download>Download</a></div>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.crisp.econ.tu.ac.th/crisp/research/285/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
