ซีรีย์สัมมนาชุด “ความเหลื่อมล้ำหลากมิติ”

ซีรีย์สัมมนาชุด “ความเหลื่อมล้ำหลากมิติ”: “ความเหลื่อมล้ำในมิติกระบวนการยุติธรรม”

สัมมนาครั้งที่ 1 ในหัวข้อ “ความเหลื่อมล้ำในมิติกระบวนการยุติธรรม” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2562 โดยมี คุณเยาวลักษณ์ อนุพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และ คุณสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นวิทยากร คุณเยาวลักษณ์ได้นำเสนอปัญหาในกระบวนการยุติธรรมที่มีการเลือกปฏิบัติ สองมาตรฐาน และปัญหาการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม กระบวนการยุติธรรมมีทั้งแบบปกติกับไม่ปกติ โดยแบบแรกถูกสะท้อนออกมาด้วยสถิติที่ชี้ว่าคนที่ติดคุกมากที่สุดคือคนจน คนที่ไม่มีเงินประกันตัว เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก นอกจากนี้คนชั้นกลางไม่มีความเข้าใจสิทธิของตนเอง คุณสมชายเสนอให้ผลักดันให้กระบวนการยุติธรรมมีมิติมากกว่าเรื่อง “คุกมีไว้ขังคนจน” ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในโลกสมัยใหม่ มีมโนทัศน์พื้นฐานชุดหนึ่งดำรงอยู่ คือมโนทัศน์พื้นฐานในโลกสมัยใหม่ (ที่ไม่มีใครปฏิเสธ) มีการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่ามีคำตัดสินจากศาล ซึ่งเกิดขึ้นหลังศตวรรษที่ 17 พิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน มีต่อสู้การอย่างทัดเทียม องค์กรมีหลักวิชากำกับ มีความเป็นมืออาชีพ มีการตรวจสอบควบคุม แต่ปัญหาอยู่ในรายละเอียด เช่น 1) แนวติดการควบคุมตัว การประกันตัว 2) การพิสูจน์ การใช้ล่ามแปลภาษาในชั้นศาล 3) องค์กรวิชาชีพที่ขาดการตรวจสอบ อีกหนึ่งมโนทัศน์ คือการ “ทำตามกฎหมาย” แต่คุณสมชายชวนให้ตั้งคำถามว่าปฏิบัติตามกฎหมายของใคร ใครบังคับใช้ ใครตัดสิน ในมิติความเหลื่อมล้ำที่แอบซ่อน คุณสมชายสมชายเห็นว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่เห็นชัดเจนที่สุด แต่ยังมีความเหลื่อมล้ำที่มองไม่เห็นอยู่ฉากหลังคือปัจจัยทางการเมืองและปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม สมชายกล่าวว่าสถาบันการศึกษาต้องมีหน้าที่สำคัญในการสร้างความรู้ความเข้าใจต่อผู้เรียน การใช้ศาสตร์แบบข้ามสาขาเพื่อวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม

 ซีรีย์สัมมนาชุด “ความเหลื่อมล้ำหลากมิติ”: “ความเหลื่อมล้ำในมิติคมนาคม”

สัมมนาครั้งที่ 2 หัวข้อ “ความเหลื่อมล้ำในมิติ” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2562 โดยมี รศ.ดร.ศักดิ์สิทธิ์ เฉลิมพงศ์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากร ได้บรรยายเรื่องความเหลื่อมล้ำในมิติคมนาคม โดยระบุว่า รัฐไทยใส่ใจคนใช้รถยนต์ การแก้ปัญหาจราจร เน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าสูงเช่นสนามบิน ทางด่วน รถไฟฟ้า แต่คนได้ประโยชน์ไม่เท่ากัน ส่วนการขนส่งมวลชนสำหรับผู้มีรายได้น้อยอย่างรถประจำทางใน กทม. หรือภูมิภาคกลับถูกมองข้าม เสนอ กระจายอำนาจลงท้องถิ่นมากขึ้น แม้ไม่การันตีผลแต่ก็อาจจะดีกว่าตัดสินใจจากส่วนกลาง และได้พูดถึงเรื่องความเท่าเทียมว่าต้องดูว่าการกระจายผลกระทบ ต้นทุน การดำเนินการต่างๆ ของรัฐว่าเป็นธรรมหรือไม่ โครงการด้านคมนาคมขนส่งมีผลกระทบอย่างมากและมีความซับซ้อนและให้ผลกระทบในแต่ละกลุ่มมากน้อยต่างกัน จึงต้องประเมินถึงการกระจายตัวของผลกระทบซึ่งก็มีทั้งทางตรงอย่างการลดเวลาเดินทาง การลดต้นทุนต่างๆ และผลกระทบในทางอ้อมที่เป็นลบอย่างเรื่องมลภาวะ เสียง การจราจรติดขัดหรืออื่นๆ นอกจากนั้นยังมีผลกระทบต่อเนื่องอื่นๆ ที่กระจายไปในในคนระดับต่างๆ อย่างไม่เท่าเทียมกัน อย่างการพัฒนาที่ดิน การจ้างงาน กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากโครงการ กล่าวโดยสรุป นโยบายไทยเน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าสูงเป็นหลัก ชอบสร้างโครงการใหญ่ และคนที่มักได้ประโยชน์คือคนที่มีรายได้ปานกลาง-สูงและกลุ่มทุน คนใช้ประโยชน์ที่รัฐลงทุนมีจำนวนจำกัดเนื่องจากขาดการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะขั้นพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่นการเดินทางมาให้ถึงรถไฟฟ้า ทำให้ผลประโยชน์ของโครงการที่รัฐลงทุนอาจมีค่อนข้างจำกัดและไม่เกิดประโยชน์กับผู้ด้อยโอกาส คนพิการ นโยบายอื่นๆ ที่ทำมาก็มักมาจากจิตใต้สำนึกที่ต้องการช่วยเหลือผู้ใช้รถยนต์ ไม่ให้ความสนใจกับผู้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะหรือผู้เดินเท้าเท่าที่ควร สะท้อนถึงความไม่ได้คิด หรือการไม่ให้ความสำคัญของผู้มีอำนาจในรัฐไทย

 ซีรีย์สัมมนาชุด “ความเหลื่อมล้ำหลากมิติ”: “ความเหลื่อมล้ำในมิติผังเมือง” 

สัมมนาครั้งที่ 3 หัวข้อ “ความเหลื่อมล้ำในมิติผังเมือง” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 โดยมี ผศ.ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) เป็นวิทยากร โดยประเด็นแรก  เรื่องของเมืองและความเหลื่อมล้ำนั้น จะต้องหานิยามของ ‘เมือง’ หรือ ‘ความเป็นเมือง’ ก่อนว่า เมืองคือสิ่งใดก็ตามที่ไม่ใช่ความเป็นชนบท ทั้งในแง่ของความหนาแน่น ความสัมพันธ์ระหว่างกัน ซึ่งในชนบทจะมีแน่นแฟ้นกว่า แต่พื้นที่เมืองเป็นชุมทางของความหลากหลาย ทั้งในด้านกลุ่มคน อาชีพ วัย ศาสนา เชื้อชาติ คติความเชื่อ อุดมการณ์ทางการเมือง เหล่านี้รวมอยู่ที่เมือง ดังนั้น เมืองคือโอกาส เป็นเหตุผลทำให้คนหลั่งไหลจากชนบทมาสู่เมือง นอกจากนี้อีกปัญหาสำคัญที่ อ.นิรมล ได้กล่าวถึงคือการเดินทางโดนเฉพาะในกรุงเทพฯ ประชาชนจำนวนมากต้องดิ้นรนเดินทางระหว่างบ้านซึ่งอยู่ชานเมืองเข้ามาทำงานที่เมืองชั้นใน รูปแบบการอยู่อาศัยแบบนี้นำมาซึ่งลักษณะของ Gated Community (ชุมชนล้อมรั้ว) อันเป็นลักษณะของการอยู่อาศัยที่ทำให้เกิด sense of fear นอกจากนี้ ด้วยระยะทางระหว่างบ้านและที่ทำงาน ทำให้หลายครอบครัวต้องมี ‘รถยนต์’ เนื่องจากภาครัฐไม่มีการสร้างระบบขนส่งมวลชนไปยังพื้นที่ที่ความหนาแน่นต่ำ นำมาสู่คำถามว่า งบประมาณมหาศาลที่ลงทุนกับทางด่วนเชื่อมเข้ากับหมู่บ้านจัดสรรกลางเมืองนั้น สร้างให้กับใครกันแน่ อ.นิรมลมองปัญหาเหล่านี้ว่า ที่สุดแล้วจะก่อตัวกลายเป็นพายุของความเหลื่อมล้ำเพิ่มพูนมากขึ้นๆ จากกายภาพเมืองที่ไม่ตอบโจทย์ประชากร และความเป็นเมืองที่ควรเป็นอย่างแท้จริง โดยกล่าวว่า “เรื่องของความเหลื่อมล้ำในยุคของเรานั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็น Perfect Storm ซึ่งจะเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ และรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเราจะเห็นแล้วว่าเมืองเป็นต้นกำเนิดของความเหลื่อมล้ำ และกายภาพเมืองส่งผลอย่างมากต่อความเหลื่อมล้ำของสังคมและสิ่งแวดล้อม เราอยู่อาศัยอย่างไร เดินทางอย่างไร หาความสุขในชีวิตอย่างไร เดินทางอย่างไร กายภาพเมืองมีผลอย่างมาก”

 ซีรีย์สัมมนาชุด “ความเหลื่อมล้ำหลากมิติ”: “ความเหลื่อมล้ำในมิติสาธารณสุข” 

สัมมนาครั้งที่ 4 หัวข้อ “ความเหลื่อมล้ำในมิติสาธารณสุข” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2562 โดยมี นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ จากมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ เป็นวิทยากร ได้กล่าวถึงการมาของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในทางการแพทย์และสาธารณสุขว่า ไม่ได้มีแต่มุมบวกอย่างความสะดวกในการวินิจฉัยโรคหรือการให้คำแนะนำด้านการซื้อยาต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์เท่านั้น ยังมีข้อน่ากังวลตามมาด้วย อาทิ การใช้ข้อมูลเพื่อสร้างความต้องการเทียม (False Demand) เพราะปัจเจกชนแต่ละคนบางทีก็ไม่รู้ว่า ตนเองอยากหรือไม่อยากได้อะไร ดังนั้นการคิดเชิงวิเคราะห์ (Critical Thinking) จึงเป็นทักษะสำคัญของมนุษย์ทุกคน นอกจากนี้ยังมีประเด็นข้อมูลที่อ้างจากการใช้สถิติเพื่อหาความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันแล้วสรุปว่า ข้อมูลนั้นเป็นความจริง ทั้งที่อาจจะยังไม่ได้ผ่านการพิสูจน์ในเชิง เพราะมีเหตุจึงมีผลเลยก็ได้ และได้ยกตัวอย่างถึง  สมัยที่วงการสาธารณสุขเริ่มตื่นตัวในประเด็นบุหรี่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากมีข้อค้นพบโดยการเก็บสถิติว่า กลุ่มคนที่สูบบุหรี่มักป่วยเป็นมะเร็งมากกว่ากลุ่มคนที่ไม่สูบ แบบนี้เรียกว่า ข้อมูลเชิงสถิติกับความสัมพันธ์เชื่อมโยง แต่ขณะนั้นยังไม่มีการพิสูจน์หาที่มาที่ไปว่า บุหรี่ทำให้เกิดโรคมะเร็งได้อย่างไร จึงต้องมีการศึกษาเรื่องนี้ในห้องปฏิบัติการ เช่น การทดลองให้สัตว์ทดลองได้รับสารเคมีจากบุหรี่ เพื่อให้เห็นกระบวนการเกิดมะเร็งจากการสูบบุหรี่ แบบนี้จึงเรียกว่า ข้อมูลในเชิง เพราะมีเหตุจึงมีผล

 ซีรีย์สัมมนาชุด “ความเหลื่อมล้ำหลากมิติ”: “ความเหลื่อมล้ำในมิติเพศสภาพ” 

สัมมนาครั้งที่ 5 หัวข้อ “ความเหลื่อมล้ำในมิติเพศสภาพ” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2562 โดยมี ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท จากสมาคมเพศวิถีศึกษา และ ดร.เนื้อแพร เล็กเฟื่องฟู อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากร โดย ดร.วราภรณ์ กล่าวถึงตัวชี้วัดความเท่าเทียมทางเพศทั้งห้าแบบ อันประกอบไปด้วยตัวชี้วัดทางสังคม การเมือง การศึกษา สุขภาพ และสังคมวัฒนธรรม ตัวอย่างเช่น ตัวชี้วัด Gender Inequality Index ขององค์การสหประชาชาติ กระนั้นความเหลื่อมล้ำทางวัฒนธรรมด้านเพศถูกละเลยโดยตัวชี้วัดสากล การมองมิติเพศสภาพควรมองอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นประเด็น Cross-cutting การกดทับของความไม่เท่าเทียม และความหลากหลายทางเพศ วิทยากล่าวถึงกรอบที่สังคมวางไว้สำหรับแต่ละเพศ ซึ่งมีทั้งมาตรฐานความเป็นหญิง ความเป็นชาย และยังมีการตัดสินกีดกันคนข้ามเพศ  ในมิติด้านความรุนแรงพบว่าวัฒนธรรมด้านเพศส่งต่อความรุนแรงบนพื้นฐานเพศ เช่นทัศนคติยอมรับความรุนแรงทางเพศและการยอมรับสืบทอดให้ความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ ความรุนแรงทางเพศส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพของผู้ถูกกระทำและระบบเศรษฐกิจ ซึ่งต้องใช้ถึง 3.7 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมลรวมประชาชาติในการแก้ปัญหา ปัจจุบันยังไม่มีศูนย์ที่บูรณาการการบริการเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ต่อไป ดร.เนื้อแพร บรรยายถึงความไม่เท่าเทียมทางเพศในตลาดแรงงานและระบบการศึกษา โดยมีข้อสรุปสำคัญว่า การศึกษาภาคบังคับยังมีช่องว่างทางการศึกษา มีผู้หญิงมากกว่าในการศึกษาสายสามัญ ในขณะที่สายอาชีวะมีจำนวณผู้หญิงน้อยกว่า การเสียโอกาสทางการศึกษาเกิดขึ้นเมื่อผู้หญิงลาออกจากสถานศึกษาเพราะท้องก่อนแต่ง และโดนโรงเรียนขอให้ลาออก เป็นการตัดโอกาสการเรียนซึ่งจะส่งผลกระทบในปลายชีวิต การศึกษาพบว่าผู้ชายทำงานมากกว่าผู้หญิง แต่ไม่ชัดเจนว่าเนื่องด้วยการตัดสินใจของผู้หญิงเองหรือเพราะข้อจำกัดบางอย่าง สำหรับผู้หญิงที่แต่งงานแล้วช่องว่างของการเข้าสู่ตลาดแรงงานอยู่ที่ 30% ในประกาศหางานพบการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจนในบางอาชีพ โดยงานที่ประกาศรับสมัครเพศหญิงเท่านั้น ตั้งค่าจ้างต่ำกว่าแบบอื่น 4.5%